ซีรี่ย์ ใช้งานแนวรับ-แนวต้านอย่างมืออาชีพ ตอนที่ 2 “5 รูปแบบกราฟแนวรับ-แนวต้าน”
สวัสดีครับพบกันอีกครั้งกับ ซีรี่ย์ “ใช้งานแนวรับแนวต้านอย่างมืออาชีพ” ตอนที่แล้วเป็นตอนที่ 1 ผมได้แนะนำให้รู้จักกับคำนิยาม และที่มาของการเกิดแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยาให้รู้จักกัน สำหรับตอนที่ 2 นี้ผมจะมาแนะนำรูปร่างหน้าตาของกราฟ 5 แบบที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคพิจารณาให้เป็นแนวรับ-แนวต้าน พร้อมทั้งให้เหตุผลสนับสนุนว่าทำไมหน้าตาของกราฟดังกล่าวจึงน่าสนใจพิจราณาให้เป็นแนวรับ-แนวต้าน
รูปแบบกราฟแนวรับ-แนวต้านทั้งหมด 5 รูปแบบที่น่าสนใจ ได้แก่
1 จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Previous High & Previous Low)
2 เส้นแนวโน้ม เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Trend Line, Moving Average)
แนะนำให้อ่าน: ทำไมซื้อหุ้นต้องดู Volume
3 ระดับราคาที่มีการเคลื่อนที่ในแนวราบ (Horizontal Consolidation Region)
4 ตัวเลขกลม ๆ (Round Number)
5 สัดส่วน Fibonacci (Fibonacci Ratio)
แนะนำให้อ่าน: 7 คำถาม ช่วยให้อ่านแท่งเทียน แบบไม่ต้องท่องจำ
รูปแสดงกราฟ 5 แบบที่นักเทคนิคพิจราณาให้เป็นแนวรับ-แนวต้าน
1. จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Previous High & Previous Low)
จุดสูงสุดก่อนหน้า Previous High และจุดต่ำสุดก่อนหน้า Previous Low (L) คือ ระดับราคาที่เป็นราคาสูงสุด หรือระดับราคาที่เป็นราคาต่ำสุดที่อยู่ในกราฟจากการเคลื่อนที่ของราคาในอดีต ทั้งสองระดับราคาซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เราจะพิจารณาเป็นแนวรับหรือแนวต้าน
ลองจินตนาการการเคลื่อนที่ของราคาในหัวข้อที่แล้วอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าเมื่อราคากลับขึ้นไปใกล้บริเวณจุดสูงสุดเดิมก่อนหน้าอีกครั้ง ในครั้งนี้คนส่วนใหญ่ก็จะเกิดความคิดว่าราคาจะปรับตัวลดลงไปอีกเหมือนครั้งที่แล้วจึงมีแรงเทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากที่ระดับราคานี้ ทำให้จุดสูงสุดก่อนหน้าจะเป็นระดับราคาที่เราจะพิจารณาให้เป็นแนวต้าน
แต่ถ้าเมื่อราคาปรับตัวลงมาถึงจุดต่ำสุดก่อนหน้านี้จะมีหลายคนในตลาดจะคิดว่าเป็นราคาถูกแล้ว และคิดว่าราคาจะกลับขึ้นไปอีกครั้ง ก็น่าจะมีแรงซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมากที่ระดับราคานี้ ทำให้จุดต่ำสุดก่อนหน้าจะเป็นระดับราคาที่เราพิจารณาให้เป็นแนวรับ
รูปอธิบายเหตุผลที่จุดสูงสุดเดิมทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และจุดต่ำสุดเดิมทำหน้าที่เป็นแนวรับ
รูปตัวอย่างจุดต่ำสุดก่อนหน้าทำหน้าที่เป็นแนวรับ ความต้องการซื้อที่เข้ามามากที่แนวรับสามารถทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
รูปตัวอย่างจุดสูงสุดก่อนหน้าทำหน้าที่เป็นแนวต้าน ความต้องการขายที่เข้ามามากที่แนวต้านสามารถทำให้ราคาปรับตัวลดลง
2. เส้นแนวโน้ม (Trend Line)
เหตุผลในการพิจารณาเส้นแนวโน้มเป็นแนวรับหรือแนวต้าน เนื่องจากเมื่อเราลากเส้นแนวโน้มขึ้นมาได้ 1 เส้น (รายละเอียดการลากเส้นแนวโน้น แนะนำให้กลับไปอ่านบทความ “4 เทคนิคทำกำไรด้วยเส้น Trend Line ที่มือใหม่ต้องรู้”) ไม่ว่าจะเป็นเส้นแนวโน้มขาขึ้น หรือเส้นแนวโน้มขาลงก็ตาม ตลอดช่วงที่ลากเส้นแนวโน้มขึ้นมาได้จะไม่มีช่วงไหนเลยที่ราคาข้ามเส้นแนวโน้ม แปลว่าเส้นแนวโน้มได้แบ่งพื้นที่กราฟออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจนเราจึงเชื่อว่าถ้าแนวโน้มจะยังคงทิศทางเดิมอยู่ ราคาไม่ควรจะตัดข้ามเส้นแนวโน้ม
สำหรับแนวโน้มขาขึ้นไม่มีช่วงเวลาไหนเลย หรือถ้ามีก็เป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ ที่ราคาลดต่ำลงกว่าเส้นแนวโน้มขาขึ้น
และสำหรับเส้นแนวโมขาลงก็ไม่มีช่วงเวลาไหนเลย หรือถ้ามีก็เป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ เช่นกันที่ราคาลดต่ำลงกว่าเส้นแนวโน้มขาลง
ดังนั้นในช่วงแนวโน้มขาขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากใกล้ๆบริเวณเส้นแนวโน้มขาขึ้นจึงเป็นระดับราคาที่หลายคนให้ความสนใจอยากจะซื้อหุ้น ในทางกลับกันในช่วงแนวโน้มขาลงเมื่อราคาหุ้นมีการขยับตัวสูงขั้นเข้าใกล้บริเวณเส้นแนวโน้มขาลง ก็จะมีคนให้ความสนใจอยากจายหุ้นตัวนั้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยมีสมมุติฐานว่าทิศทางของแนวโน้มที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางจนกว่าจะมีสัญญาณบางอย่างทางเทคนิคที่ชัดเจนบอกว่าแนวโน้มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว
นักเทคนิคจึงพิจารณา หาจังหวะซื้อหุ้นเมื่อระดับราคาเข้าใกล้เส้นแนวโน้มขาขึ้น จึงเป็นที่มาของเส้นแนวโน้มขาขึ้นทำหน้าที่เป็นแนวรับ และหาจังหวะขายหุ้นเมื่อราคาดับราคาเข้าใกล้เส้นแนวโน้มขาลง จึงเป็นที่มาของเส้นแนวโน้มขาลงทำหน้าที่เป็นแนวต้าน
รูปที่ตัวอย่างที่เส้นแนวโน้มขาขึ้นทำหน้าที่เป็นแนวรับ
รูปตัวอย่างที่เส้นแนวโน้มขาลงทำหน้าที่เป็นแนวต้าน
สำหรับไอเดียในการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น เส้นแนวโน้มไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงแต่เพียงอย่างเดียว เราอาจวาดเส้นแนวโน้มที่มีลักษณะเป็นเส้นโค้งก็ได้ โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัด (Indicators) ประเภทหนึ่ง โดยจะเห็นได้ว่าถ้าเราเลือกค่าตัวแปรที่เหมาะสมของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำหรับหุ้นแต่ละตัว เมื่อราคาเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นั้น ๆ จะสามารถพิจารณาให้เป็นแนวรับหรือแนวต้านได้
รูปที่อย่างการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 50 วัน เป็นเส้นแนวโน้มแบบโค้ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวรับในช่วงแนวโน้มขาขึ้น
รูปตัวอย่างการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 25 วัน เป็นเส้นแนวโน้มแบบโค้ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวต้านในช่วงแนวโน้มขาลง
3. ระดับราคาที่มีการเคลื่อนที่ในแนวราบ (Horizontal Consolidation Region : HCR)
การที่กราฟแสดงเป็นรูปแบบของระดับราคาที่มีการเคลื่อนที่ในแนวราบ (Horizontal Consolidation Region : HCR) จะเป็นกราฟที่มีการซื้อขายกันในช่วงราคาแคบ ๆ แต่กินระยะเวลานาน สามารถแปลความหมายจากกราฟได้ว่า ในอดีตน่าจะมีคนจำนวนมากที่เคยซื้อ หรือเคยขายหุ้นในราคานี้เป็นจำนวนมาก
ถ้าราคาในอดีตปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก HCR จะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยขายหุ้นตัวนี้ไปในช่วงที่ราคาเคลื่อนที่ในกรอบแคบ ๆ ที่กินระยะเวลานานนั้น แล้วมีความรู้สึกเสียดาย เพราะว่าตัวเองขายหุ้นไปในราคาถูก คิดว่าตัวเองน่าจะถือหุ้นตัวนั้นไว้
กลุ่มคนที่เคยซื้อหุ้นได้ที่ระดับราคานี้อาจจะมีความรู้สึกว่าครั้งที่แล้วหุ้นตัวนี้จำนวนน้อยเกินไป
กลุ่มคนที่ไม่ได้ซื้อหรือขายหุ้นตัวนี้ และไม่มีหุ้นอยู่ในมือจะได้ข้อมูลว่าระดับราคานี้เป็นราคาที่น่าสนใจเข้าซื้อ
ดังนั้นหลังจากที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปจาก HCR และหลังจากนั้นมีการปรับตัวลดลงมาใกล้ๆบริเวณ HCR ในอดีตอีกครั้ง ก็จะมีกลุ่มคนที่ยกตัวอย่างข้างต้นให้ความสนใจซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการพิจารณา HCR เป็นแนวรับถ้าในอดีตราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นจาก HCR
รูปตัวอย่างที่ HCR ทำหน้าที่เป็นแนวรับ
ในทางตรงข้ามกรณีที่พิจารณา HCR เป็นแนวต้าน ถ้าราคาในอดีตมีการปรับตัวลดลงจาก HCR จะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อหุ้นตัวนี้ไปในช่วงที่ราคาเคลื่อนที่ในกรอบแคบๆ เป็นเวลานาน กลุ่มคนเหล่านี้จะขาดทุนจากการซื้อหุ้น และจะมีความรู้สึกว่าตัวเองซื้อหุ้นผิดจังหวะในราคาที่แพงเกินไป
กลุ่มคนที่เคยขายหุ้นได้ที่ระดับราคานี้บางส่วนแต่ยังขายไม่หมดก็จะมีความรู้สึกว่าครั้งที่แล้วขายหุ้นจำนวนน้อยเกินไป
กลุ่มคนที่ไม่ได้ซื้อหรือขายหุ้นตัวนี้และไม่มีหุ้นอยู่ในมือจะได้ข้อมูลว่าระดับราคานี้เป็นราคาที่น่าสนใจเข้า Short หุ้น(การ Short หุ้นคือการขอยืมหุ้นมาขายในราคาแพงและเมื่อราคาลดลงจริงค่อยซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลงเพื่อมาคืนคนที่ให้ยืม)
ดังนั้นหลังจากที่ราคาปรับตัวลดลงจาก HCR และหลังจากนั้นมีการปรับตัวขึ้นมาใกล้ ๆ บริเวณ HCR ในอดีตอีกครั้ง ก็จะมีกลุ่มคนที่ยกตัวอย่างข้างต้นให้ความสนใจเข้ามาขายหุ้นเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการพิจารณา HCR เป็นแนวต้านถ้าในอดีตราคามีการปรับตัวลดลงจาก HCR
รูปตัวอย่างที่ HCR ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน
4. ตัวเลขกลม ๆ (Round Number)
คำถาม : เวลาคุณต้องการซื้อหรือคุณต้องการขาย คุณจะตั้งราคาหุ้นหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของคุณไว้ที่ราคาใดต่อไปนี้ ระหว่าง 70 บาท หรือ 69.75 บาท หรือ 70.25 บาท
คำตอบ : คนส่วนใหญ่มักจะตั้งราคาที่อยากจะซื้อ หรือ ราคาที่อยากจะขายไว้ที่ตัวเลขกลม ๆ คือ 70 บาท ด้วยกันทั้งนั้น
ราคาเป็นตัวเลขกลม ๆ ที่ลงท้ายด้วย 0 เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจอยากลงมือซื้อหุ้นหรือขายหุ้น ทำให้ระดับราคาบริเวณตัวเลขกลม ๆ มีนัยสำคัญใช้พิจารณาเป็นแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยาด้วยเช่นกัน
รูปตัวอย่างกราฟหุ้นที่ราคามีการกลับทิศทางที่ตัวเลขกลม ๆ
5. สัดส่วนฟิโบนาชี่ (Fibonacci Ratio)
การวิเคราะห์ Fibonacci Ratio มีวัตถุประสงค์เพื่อหาระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้าน เป็นเครื่องมือที่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ตามหลักจิตวิทยา ว่าทำไมระยะการเคลื่อนที่ขึ้นลงของกราฟราคาหุ้นจึงสามารถวัดเป็นสัดส่วน Fibonacci กันได้
แต่จากการสังเกตพบว่า บ่อยครั้งเวลาที่ราคามีพักฐานในช่วงแนวโน้มขาขึ้นหรือ Rebound ในช่วงแนวโน้มขาลง มักจะจบการพักฐาน หรือจบการ Rebound ที่สัดส่วน Fibonacci สัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่งได้แก่
0
0.382 (38.2%)
0.500 (50%)
0.618 (61.8%)
0.764 หรือ 0.786 (76.4% หรือ 78.6%)
1.000 (100%)
นักเทคนิคจึงนำวิธีวัด Fibonacci Ratio มาใช้หาระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้าน
โดยในหัวข้อนี้ผมจะแนะนำการวัด Fibonacci Ratio ด้วยวิธี Retracement (การปรับฐาน) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการหาแนวรับตอนตลาดพักฐานในช่วงแนวโน้มขาขึ้น และหาแนวต้านตอนตลาด Rebound ในช่วงแนวโน้มขาลง
ตัวอย่างภาพแสดงกรณีที่กราฟหุ้นมีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้น เมื่อราคาหุ้นสิ้นสุดการปรับฐานระยะทางมักจะเป็นสัดส่วน Fibonacci ของระยะทางขาขึ้นก่อนหน้า สัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่ง ระหว่าง 38.2% , 50% , 61.8% หรือ 76.4%
ตัวอย่างภาพแสดงกรณีที่กราฟหุ้นมีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลง เมื่อราคาหุ้นสิ้นสุดการ Rebound ระยะทางมักจะเป็นสัดส่วน Fibonacci ของระยะทางขาลงก่อนหน้า สัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่ง ระหว่าง 38.2% , 50% , 61.8% หรือ 76.4%
หมายเหตุ : สัดส่วน Fibonacci ทุก ๆ ค่าไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นแนวรับ-แนวต้านเสมอไป เช่น เมื่อราคาปรับฐานลงมาถึงสัดส่วน 0.382 ที่ระดับราคานี้ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นแนวรับก็ได้ หรือเมื่อราคาปรับฐานลงมาถึงสัดส่วน 0.500 ที่ระดับราคานี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นแนวรับอีกเช่นเดียวกัน หรือเมื่อราคาปรับฐานลงมาถึงสัดส่วน 0.618 ที่ระดับราคานี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น แนวรับอีกเช่นเดียวกัน
แต่ว่าที่ระดับราคาที่เป็นสัดส่วน Fibonacci มักเป็นจุดที่การปรับฐานของราคาสิ้นสุดลง และราคามีการเคลื่อนที่ไปต่อในทิศทางเดิม ดังนั้นเวลาใช้งานเครื่องมือ Fibonacci Retarcement จะใช้เมื่อราคาเริ่มมีการปรับฐาน หรือมีการ Rebound โดยนักเทคนิคจะวาดเส้นแนวนอนที่เป็นสัดส่วน Fibonacci ทิ้งไว้ล่วงหน้า เมื่อราคาปรับตัวลดลงมาถึงระดับราคาที่เป็นแต่ละสัดส่วนของ Fibonacci เราก็จะติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ที่ระดับราคานั้น ๆ มีแรงซื้อเข้ามามากหรือไม่
สำหรับบทความตอนที่ 2 ผมได้แนะนำรูปแบบกราฟที่น่าสนใจ 5 รูปแบบที่ใช้พิจารณาเป็นแนวรับ-แนวต้าน ผมเชื่อว่าหลังจากนี้ผู้อ่านจะสามารถระบุระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้านได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลาย ๆ คนที่เวลาวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว นำแนวรับ-แนวต้านไปใช้งาน ไม่ถูกวิธี จึงทำให้ซื้อขายหุ้นทางเทคนิคแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
ดังนั้นในตอนหน้า (ตอนที่3) ผมจะยกตัวอย่างการใช้งานแนวรับแนวต้านที่ผิดวิธี และแนะนำวิธีการใช้งานแนวรับแนวต้านอย่างถูกต้องให้ได้รู้กันครับ ยังไงก็ฝากติดตามบทความต่อไปด้วนะครับ สำหรับบทความนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ บ๊ายบายยยยยย
เครดิต เทรดเดอร์พ่อลูกอ่อน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น