วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

INTUCH หุ้น MEGA TREND ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ

INTUCH หุ้น MEGA TREND ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ


Premium-Content-INTUCH
เป็นอีกครั้งที่ได้มีโอกาสฟังคุณสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร INTUCH พูดในวันนี้ทำให้ผมมีมุมมองต่อธุรกิจของ Telco ในบ้านเราเปลี่ยนไปพอสมควรทีเดียวจากเดิมที่คิดว่าธุรกิจ Telephone Operator น่าจะเข้าสู่ช่วงเวลาของการ “โตช้า” เพราะจำนวน Sim ได้มากกว่าจำนวนประชากรไปแล้ว แต่ไม่ใช่อย่างนั้นครับ
ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) คะแนน: 4/5
คุณสมประสงค์มีวิสัยทัศน์ว่า
“ระบบโทรคมนาคมจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชีวิต ทั้งชีวิตองค์กร และชีวิตส่วนตัวอย่างแยกไม่ได้ อุปมาอุปมัยเหมือนกระแสไฟฟ้าถ้าคนใช้และจะไม่เลิกใช้”
จากเดิมที่ Content ของธุรกิจอยู่ที่ “เสียง” เพียงอย่างเดียวเพราะสมัยก่อนมีแต่การโทรศัพท์คุยกัน ซึ่งรายได้ของธุรกิจขึ้นอยู่กับปริมาณ (Quantitative) แต่ในปัจจุบัน Content ของธุรกิจเปลี่ยนมาเป็น Data ซึ่งรายได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพด้วย (Qualitative) ยกตัวอย่างเช่น หมอดูโนเนมอาจคิดค่าดูดวงชั่วโมงละ 200 บาท แต่หมอดูชื่อดังอาจคิด 15 นาทีหลาย ๆ พันบาทก็เป็นได้
สิ่งที่ INTUCH พยายามจะทำคือนอกจากการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรอันได้แก่ 1.ทางสาย 2.ทางอากาศ 3.จากบนฟ้า INTUCH มีวิสัยทัศน์ที่จะมีส่วนร่วมในสังคมประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคถัดไปอันได้แก่
  1. โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นการ Convergence กันระหว่างทางสายและทางอากาศ หมายถึง Internet Broadband/Fibre Opticควบคู่กับการใช้งาน 3G/4G
  2. Digital Content หมายถึงการเป็นผู้ให้บริการ Content ที่มีคุณภาพผ่านระบบอินเตอร์เนท
  3. Big Data คือการนำข้อมูลของคนจำนวนมากมาวิเคราะห์หา Physchological attritbute และใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูงในการจัด Segmentation อธิบายพฤติกรรมของแต่ละ Segment และนำไปสร้างเป็น Application ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนอีกทีหนึ่ง
  4. Cloud Computing อันนี้ INTUCH ดำเนินการผ่าน CS Loxinfo คือการสร้างระบบคลาวด์สำหรับรองรับการเก็บข้อมูลทั้งสำหรับภาคองค์กร และภาคผู้บริโภครายย่อย
ทั้ง 4 อย่างนี้คือสิ่งที่ INTUCH ต้องการเข้าไปเป็นผู้นำ ซึ่งหมายถึง Digital Transaction จำนวนมหาศาล
จากเดิมที่ผมมองว่าธุรกิจค่ายโทรศัพท์มือถือจะเข้าสู่ยุคของการ “โตช้า” ผมว่าคงไม่ใช่สำหรับกลุ่ม INTUCH / Advance แล้วล่ะครับ
Note: ผมคงจะไม่ลงในรายละเอียดธุรกิจทีละตัวของ INTUCH ทั้ง AIS THCOM CSLoxinfo INVENT นะครับ น่าจะหาอ่านจากบทวิเคราะห์อื่นได้

มูลค่ายุติธรรม (Valuation) คะแนน: 3/5
ที่ระดับ P/E ของปี 2015 ที่ 15 เท่า กับการเติบโตระยะยาวประมาณ 10 – 15% ต่อปี ผมมองว่า Valuation จัดอยู่ในระดับปานกลาง คือไม่แพง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับถูกมาก อัตราเงินปันผลที่ 6.5% ถือว่าสูงใช้ได้ทีเดียวครับ อีกประเด็นที่สำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ หุ้นอย่าง AIS หรือ INTUCH ที่สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ของกำไรมาตลอด และผู้บริหารก็ให้คำมั่นว่าจะจ่ายอย่างนี้ต่อไปในอนาคต ทุก ๆ ปีเมื่อจ่ายปันผลออกไปแล้วจะทำให้ค่า P/E ถูกลง 1 เท่าเสมอ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ครับ
INTUCH ปัจจุบันราคา 76 บาท กำไรต่อหุ้น 5 บาท คิดเป็น P/E = 76 / 5 = 15.2 เท่า
เมื่อ INTUCH จ่ายปันผลออกไป 5 บาทหลัง XD ราคาควรจะตกไปที่ 71 บาท ซึ่งทำให้ P/E ลดลงเหลือ 71 / 5 = 14.2 เท่า
นี่เป็นอีกเสน่ห์ของหุ้นที่จ่ายปันผล 100% ของกำไรคือค่า P/E ของหุ้นจะถูกลงอัตโนมัติทุก ๆ ปีครับ
Untitled
ความคาดหวัง (Expectation) คะแนน: 2/5
ผมจัด INTUCH อยู่ในหุ้นที่มีความคาดหวังสูง ดูจากการที่เหล่า Broker ใน Settrade.com ล้วนออกมาให้คำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีเป้าหมายเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 100 บาทสูงกว่าราคาปัจจุบันค่อนข้างเยอะ เท่ากับว่าโอกาสที่เหล่า Broker จะปรับเพิ่มประมาณการน่าจะไม่มีให้เห็นเร็ว ๆ นี้

ภาพทางเทคนิค (Technical Analysis) คะแนน: 3/5
ออกตัวก่อนว่าผมดู Technical ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ แต่ก็อยากจะนำมาประกอบการวิเคราะห์ในครั้งนี้ด้วย โดยในภาพระยะยาวเป็นสิบปี INTUCH ยังจัดว่าอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่ภาพระยะสั้นล่าสุดหลุดเส้นแนวรับระยะสั้นลงมาจากข่าวกดดันในประเด็นเรื่องคดีความที่ค้างมาแต่นาน จึงให้คะแนนออกมากลาง ๆ ครับ
intuch chart

สรุป ผมให้คะแนน INTUCH ประมาณ 3.5/5 ถือว่าเป็นหุ้นดี ที่ราคาไม่แพงมาก แต่ความคาดหวังสูงไปหน่อย โดยการประมูล 4G ครั้งที่จะมาถึงผมเชื่อว่า AIS น่าจะทุ่มเต็มที่และชนะทั้งคลื่น 1800 และคลื่น 900 หุ้น INTUCH สำหรับผมมองเป็นหุ้นคุณภาพอีกตัวหนึ่ง ที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตไปตาม Mega Trend เรื่อง Internet of Things มีการจ่ายปันผลที่ดี และน่าจะดีต่อไป แม้จะต้องมีการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอีกจำนวนมหาศาลในอนาคต ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของ INTUCH หุ้น Mega Trend ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ ที่นำมาฝากกันในวันนี้ครับ

เจษฎา สุขทิศ, CFA
17 กันยายน 2558

หมายเหตุ
การวิเคราะห์ Bottom up แต่ละบริษัทในเวบไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อแชร์วิธีการวิเคราะห์ เพื่อแนะนำให้ท่านที่สนใจได้นำไปประยุกต์ใช้งานในการวิเคราะห์การลงทุนในหุ้น โดยในแต่ละช่วงเวลา ผู้เขียนอาจมีถือครอง หรือไม่มีถือครองหุ้นที่ทำการวิเคราะห์ก็ได้ ดังนั้นท่านที่ได้อ่านการวิเคราะห์โปรดศึกษาและตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง ข้อมูลตัวเลขใด ๆ ที่นำมาเสนอเกิดจากการประมาณการของผู้เขียน และอาจมีความผิดพลาดได้
เครดิต   FUNDTALK
INTUCH หุ้น Mega Trend ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ก้าวแรกสู่โลกการวิเคราะห์เชิงเทคนิค (พร้อม BASIC SURVIVAL TECHNIQUES)

1st-02

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า การวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุน แบ่งได้เป็น 2 แนวทางใหญ่ๆ ได้แก่  การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และ การวิเคราะห์เชิงเทคนิก (Technical Analysis)
แรกเริ่มเดิมที  ผมตัดสินใจลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงพื้นฐานเพียงอย่างเดียว โดยมีลำดับขั้นตอนคือ
  • กรองหาหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี ซึ่งหมายถึง อยู่ใน SET100 Index มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุน  (Debt to Equity Ratio) ในเกณฑ์ต่ำ
  • นำไปเทียบกับราคาพื้นฐานที่ควรจะเป็นในอนาคต  ซึ่งได้จากทั้งการคำนวณเองและการใช้ข้อมูล Analyst consensus จาก www.settrade.com
  • แล้วจึงเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีราคาตลาดต่ำกว่าราคาพื้นฐานมากที่สุด  (มี Upside หรือโอกาสได้กำไรสูงสุด)
อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏปัญหาบ่อยครั้งว่า
  • ซื้อหลักทรัพย์ไปแล้ว แต่ราคาไม่ปรับขึ้นสู่ราคาพื้นฐาน (เสียที) ทั้งๆ ที่ราคาพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง
  • หรือบางครั้ง เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าพื้นฐานของหลักทรัพย์ปรับลดลง จนเหลือ Upside ต่ำจนไม่น่าสนใจลงทุนอีกต่อไป ทำให้ต้องขายทิ้งไปทั้งที่ยังไม่ได้กำไรตามที่หวัง
(ทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะตัดพ้อการวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแต่อย่างใด เพราะเข้าใจอย่างดีว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และเชื่อว่านักวิเคราะห์ได้ใช้ข้อมูลที่ดีที่สุดแล้ว “ณ ขณะนั้น” ในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสม)
จึงระลึกได้กับตัวเองว่า อนาคตสามารถต่างไปจากสิ่งที่ “พอจะมองเห็น” ใน “วันนี้” ได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้น การลงทุนให้ได้ผลกำไรที่ดีอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ได้หมายความถึงการถูกต้อง 100% ทุกครั้ง) น่าจะต้องมีเครื่องมืออย่างอื่นเข้ามาช่วยในการลงทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องถือหุ้นพื้นฐานดี แต่กลับไม่มีกำไร (หรือบางครั้งถึงกับขาดทุน)
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มต้นศึกษาการลงทุนอีกแนวทาง ซึ่งก็คือการวิเคราะห์เชิงเทคนิค ซึ่งผมพบว่า หลักการวิเคราะห์เชิงเทคนิก ตั้งอยู่บนสมมติฐาน 3 ประการ คือ
  • การเคลื่อนไหวของราคาเป็นผลจากการรับรู้ข่าวสารทั้งหมดที่นักลงทุนมีอยู่
  • ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม
  • การเคลื่อนไหวของราคามักมีรูปแบบซ้ำอดีต
โดยเฉพาะข้อแรกนั้น ผมค่อนข้างเห็นด้วยเป็นพิเศษ เพราะสามารถตอบคำถามสำคัญในโลกการลงทุนได้ว่า “ทำไมราคาหลักทรัพย์ถึงขึ้นและลง?” ผมขอตอบง่ายๆ ว่า “ก็เพราะมีแรงซื้อและแรงขาย” นั่นเอง และหากถามต่อไปว่า “ทำไมถึงมีแรงซื้อและแรงขาย?” บางท่านอาจตอบว่า “เพราะ Earning Expectation ในอนาคตของหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงไป” แต่ผมขอตอบง่ายกว่านั้นว่า “เพราะนักลงไปรู้อะไรมา”  ซึ่งการ “รู้อะไรมา” อาจเป็นได้ทั้งข่าววงใน ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวลือ หรือแม้แต่ข่าว Earning Expectation ดังกล่าวข้างต้นด้วยเช่นกัน ซึ่งการ “รู้อะไรมา” นั้น ก็จะเกิดผลสุดท้ายได้แก่การซื้อและขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนนั้นเอง
จากการศึกษาทำให้ผมค้นพบต่อไปว่า แนวทางการวิเคราะห์เชิงเทคนิก แบ่งได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก คือ
  • การดูเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ซึ่งชนิดของ Moving Average ที่ใช้กับแพร่หลายคือ Simple Moving Average ที่ให้ความสำคัญกับราคาในแต่ละช่วงเวลาเท่ากัน และ Exponential Moving Average ที่ให้น้ำหนักกับราคาในช่วงปัจจุบันมากกว่าราคาในอดีต
  • การดูเครื่องบอกสัญญาณ (Indicator) โดยมี Indicator ที่ใช้กันแพร่หลาย เช่น  Moving Average Convergence/Divergence และ Stochastic Oscillator
  • การดูรูปแบบของราคา (Chart Pattern) ซึ่งรูปแบบที่สำคัญ อาทิ Head & Shoulder, Elliott Wave Principle & Fibonacci Ratio, Support/Resistance & Breakout
ซึ่งผู้ใดที่สามารถผสมผสานกระบวนท่าทั้ง 3 ได้พร้อมกันอย่างเชี่ยวชาญ ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็น Technical Analyst หรือ Technical Trader ชั้นเซียน ซึ่งจะสามารถซื้อและขายหลักทรัพย์ได้อย่าง “ถูกตัว” และ “ถูกเวลา” เป็นส่วนใหญ่
แต่อย่างไรก็ดี การพิจารณาในส่วน Chart Pattern นั้นค่อนข้างยากเพราะมีหลักการดูซับซ้อนและบางครั้งต้องใช้จินตนาการสูงในการมองรูปแบบให้ “แตก”
โอกาสนี้จึงขอกล่าวถึงการใช้ Moving Average ควบคู่กับ Indicator ซึ่งทำได้ง่ายกว่า และสามารถนำไปใช้ได้ทันทีผ่านโปรแกรมหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีใช้กันอยู่แล้ว เช่น Metastock, eFin Smart Portal, Bisnews AFE (บางที่เรียก จอ Reuters) แถมยังให้ผลลัพธ์ในระดับที่ “เอาตัวรอดได้”  ในสนามการลงทุนจริง ซึ่งหากใช้ภาษาที่นักลงทุนคุ้นเคย ก็อาจเรียกว่า ช่วยให้ “ไม่ขายหมู” และ “ไม่ติดดอย”
และก่อนที่จะเข้าสู่ตัวอย่างการใช้งานจริง ผมขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญด้าน Technical Analysis  ท่านหนึ่ง ที่ได้กรุณาแนะนำถ่ายทอดความรู้ให้โดยตลอดอย่างจริงใจ นอกจากนั้น ขอชี้แจงอย่างแข็งขันว่า บทความนี้ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสดงภูมิรู้ในเชิง Technical Analysis แต่อย่างใด เพราะผมเองก็ยังศึกษาหาความรู้ในขั้นสูงขึ้นๆ ไปอยู่เช่นกัน
วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้ จึงอยู่ที่การ “จุดประกาย” ให้นักลงทุนได้เห็นประโยชน์ของการศึกษาทำความเข้าใจในการวิเคราะห์การลงทุนในเชิง Technical และเป็น “แรงบันดาลใจ” ให้นักลงทุนสนใจศึกษาหลักการและเทคนิกในขั้นสูงขึ้นต่อๆ ไป
• ในส่วนของ Moving Average นั้น มีหลักการอยู่ว่า ราคาหลักทรัพย์เคลื่อนที่เป็นแนวโน้ม และหากราคาเกิดเปลี่ยนแปลงไปจนถึงจุดหนึ่ง ทิศทางของแนวโน้มก็จะเปลี่ยนแปลงไป จากขึ้นเป็นลง หรือจากลงเป็นขึ้น ซึ่งในที่นี้ผมใช้เส้นราคาในรูปแบบ Exponential Moving Average (“EMA”) จำนวน 5 เส้นด้วยกันคือ เส้นราคาค่าเฉลี่ยย้อน 5, 15, 35, 90 และ 230 ช่วงเวลา (หนึ่งช่วงเวลาอาจเป็น ทุก 5 นาที, ทุกชั่วโมง, ทุกวัน, ทุกสัปดาห์ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของภาพรวมที่เรากำลังสนใจ ซึ่งหากจะกล่าวถึง เส้น EMA ราย 5 นาที จะเขียนว่า “EMA5”) ซึ่งแต่ละเส้นจะแสดงแนวโน้มราคาในระยะสั้น กลาง และ ยาว ตามลำดับ
• ในส่วนของ Indicator ผมเลือกใช้เครื่องมือ Moving Average Convergence/Divergence (“MACD”) เพราะเมื่อเจาะเข้าไปถึงกลไกภายในแล้ว ความจริงก็เป็นการนำ EMA มาประยุกต์ใช้นั่นเอง โดย MACD จะประกอบด้วยเส้นกราฟ 2 เส้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เส้นแรกจะเกิดจากผลต่างของ EMA12 ลบด้วย EMA26 ซึ่งจะเรียกว่าเส้น “MACD” ส่วนอีกเส้นจะเป็น EMA9 ซึ่งเรียกว่าเส้น “Signal” แล้วนำมาทับซ้อนกัน (ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถปรับแต่งค่า 12,26,9 ให้เหมาะสมกับบรรยากาศการลงทุนแต่ละช่วงและหุ้นแต่ละประเภทได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นค่านี้ตายตัว)
โดยเราจะใช้ MACD ยืนยันการตัดสินใจซื้อขายร่วมกับ EMA
ซึ่งหลักการพื้นฐาน (เบื้องต้นมากๆ) สำหรับการนำ EMA มาใช้ร่วมกับ MACD ได้แก่
1)      ตราบใดที่ราคายังยืนอยู่บนเส้น EMA5 ได้ ยังไม่ต้องขาย (หมู)
2)      ถ้าราคาตกลงมาอยู่แถวเส้น EMA15 ให้ระวัง เพราะอาจตกต่อ แต่ก็อาจเด้งกลับขึ้นไปได้
ซึ่งขอยกตัวอย่างหุ้น PTL ยอดนิยม ที่เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างมากตั้งแต่เดือนก.ค.53 ซึ่งจะเห็นว่า ตลอดช่วงเวลาที่นำมาแสดง (ก.ค. ถึง พ.ย.53) ราคา PTL สามารถเกาะเส้น EMA5 “และ” อยู่เหนือเส้น EMA15 ได้ตลอดทุกวัน ซึ่งถ้าใครยึดหลักข้อ 1 และ 2 นี้ ก็จะสามารถถือ PTL มาได้ตั้งแต่ 9 บาท จนถึง 37 บาท โดยไม่ขายหมูไปก่อนระหว่างทาง
(ภาพนี้ใช้ Time Frame ระดับ Day หมายถึง 1 แท่งกราฟ แสดงการเคลื่อนไหวของราคาใน 1 วัน)
3)      ถ้าราคาตกเส้นใต้ EMA15 ให้เริ่มทยอยขาย (ไม่ว่าจะ cut loss หรือ take profit) แล้วรอดูว่าจะเด้งหรือลงต่อ
4)      ถ้าราคาตกเส้นใต้ EMA35 ให้ขายเพิ่มอีก และหากราคาตกทะลุ EMA90 และ EMA230 ลงไปอีก หมายความว่าแนวโน้มระยะกลางและยาวได้เปลี่ยนไปแล้ว ณ จุดนี้ จึงไม่ควรมีหุ้นเหลืออยู่อีกต่อไป
5)      ในส่วนของ MACD หากเส้น MACD ตัดทะลุเส้น Signal “ขึ้นไป” ให้พิจารณาซื้อ และหากตัดทะลุ “ลงมา” ให้พิจารณาขาย
ขอยกตัวอย่างหุ้น SCC ในช่วง Financial Crisis จะเห็นว่าช่วงเดือนต.ค.50 ราคาเริ่มไหลลงทะลุเส้น EMA ต่างๆ ลงมา แปลว่าควรทยอยขายแล้ว และลงมาโหนใต้เส้น EMA5 (มีหลุดขึ้นมาบ้าง)โดยตลอด ซึ่งหมายความว่ายังไม่ควรซื้อ เรื่อยมาจนถึงต้นเดือนพ.ย.51 (1 ปีกว่าผ่านไป ) ถึงจะเกิดการเปลี่ยนแนวโน้มจากลงเป็นขึ้น โดยราคากลับขึ้นมายืนเหนือ EMA5 ได้เป็นครั้งแรก พร้อมกับ MACD ให้สัญญาณซื้อ หลังจากนั้นอาจมีการหล่นใต้เส้น EMA5 บ้างแต่ราคาตลาดค่อนข้างนิ่งแล้ว จึงไม่เกิดสัญญาณขายจาก MACD ต่อมาในเดือนก.พ.52 ราคากลับขึ้นมาเหนือ EMA5 อีกครั้ง และเริ่มไล่ทะลุเส้น EMA ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากใครสามารถนำหลักข้อ  1 ถึง 5 มาใช้ ก็จะสามารถขายหยุดขาดทุนได้ที่ราคาสูงและกลับมาซื้อได้ที่ราคาต่ำมาก โดยไม่ต้องนำปัจจัยด้านพื้นฐานเข้ามาพิจารณาเลย
(ภาพนี้ใช้ Time Frame ระดับ Week หมายถึง 1 แท่งกราฟ แสดงการเคลื่อนไหวของราคาใน 1 สัปดาห์)
6)      ทั้งหมดนี้ ถ้าเป็นฝั่ง Short Sell (ไม่ว่าจะหุ้นหรืออนุพันธ์) ก็ให้ใช้สลับกัน
7)      หาก EMA หรือ MACD เข้าเกณฑ์เพียงประเภทเดียว (เช่น EMA มาแล้วแต่ MACD ยังไม่มา) ให้ดูอาการ EMA เป็นหลัก แล้วใช้ MACD ช่วยยืนยัน
และในขั้นสูงขึ้น หากได้ศึกษาเพิ่มเติมในด้าน Chart Pattern โดยเฉพาะเรื่อง Elliott Wave Principle (“EWP”) & Fibonacci Ratio (“Fibo”) อย่างถูกต้องและเชี่ยวชาญแล้ว ก็จะสามารถคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาได้ (ตามแนวทาง EWP) และยังสามารถประมาณระดับราคาและช่วงเวลาที่หุ้นมีโอกาสจะเคลื่อนไหวไป (ตามแนวทาง Fibo) ได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ประเมินได้ทั้ง “กาละ” และ “เทศะ” เลยทีเดียว
ถึงจุดนี้ ก็หวังว่านักลงทุนจะได้เห็นแนวคิดกันพอหอมปากหอมคอ ซึ่งเชื่อว่าพอจะนำไปใช้ได้จริงบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคนี้ที่วงการลงทุนมีจำนวน Technical Trader เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งหมายความว่าการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดจริงๆ ได้รับอิทธิพลจากการซื้อขายของ Technical Trader มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะนิยมการลงทุน 'แนว' ไหนเป็นหลัก การรู้เขารู้เรา ย่อมช่วยให้เราไม่เสียเปรียบคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
แต่เหนือสิ่งอื่นใด อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน สิ่งที่เราคิดไว้ อาจไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ นักลงทุนจึงควรระลึกไว้เสมอว่า “เราไม่สามารถคิดได้ถูกทั้งหมดทุกครั้ง ไม่ว่าจะมีเครื่องมือช่วยมากแค่ไหนก็ตาม” เราจะได้ “เผื่อใจ” และ “เตรียมใจ” ไว้บ้างกับความเสี่ยงและความผิดหวังที่มีอยู่ตลอดเวลาในโลกของการลงทุน
ผมขอจบบทความนี้ ด้วยวลีที่น่าสนใจของคุณประกาศิต ทิตาราม ผู้ก่อตั้ง Wave Riders Club ซึ่งเป็นนักลงทุนเชิงเทคนิคชั้นแนวหน้าของไทย ที่กล่าวไว้ว่า
“ปัจจัยพื้นฐาน เอาไว้ กำหนดสถานที่ไปเที่ยว ที่จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เป็นกำไร ดังเช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พังงา ใครก็รู้ว่าน่าเที่ยว ไม่ต่างกับ BANPU, PTT, BBL, SCB, KBANK ใครก็รู้ ว่าพื้นฐานดี..บทวิเคราะห์ และข่าวต่างๆ ก็เป็นมีเดียที่เชียร์ กันเข้าไป ว่าที่นั่นสวย ที่นี่ งดงาม อาหารอร่อย ของถูก น่าช็อป
แต่ตอนที่เราไปถึง มันสวยจริงไหม..Ticker และ Bid-Offer เป็นหลักกิโลข้างทาง คอยบอกว่าถึงไหนแล้ว แต่มันไม่ได้บอกอะไรที่มากกว่านั้น
แต่การวิเคราะห์ ทางเทคนิค ขั้นพื้นฐาน เป็น เข็มทิศ แผนที่ ที่จะบอกรายละเอียด ถึงเส้นทาง ทางหลวง ทางลัด ทางแยก ไฟแดง จุดพัก ให้เราเดินทางถึงจุดหมาย โดยไม่หลงทาง และอาจถึงที่หมายได้เป็น กลุ่มแรกๆ
ส่วน การวิเคราะห์ทางเทคนิค ขั้นสูง ที่มี Apps ดีๆ คอยช่วย ก็เหมือน มี GPS แผนที่ดาวเทียม google earth, Weather forcast.. ที่จะคอยบอกถึง สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดเส้นทางการเดินทาง มี Alert เตือนถึงสภาวะอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต... ทำให้เราเดินทางถึงที่หมาย เป็นคนแรกๆ”
-----------------------------------------------
แนะนำแหล่งศึกษาเพิ่มเติมด้าน Technical Analysis
อ้างอิง

เครดิต  TIF

เมื่อ 4G มาก็ถึงเวลาเมกะเทรนด์การลงทุน INTERNET OF THINGS

Internet-of-Things


เมื่อ 4G มา การเกิด Internet of Things ก็จะเร่งตัวเพราะเนทมันเร็วขึ้น ไม่ว่าจะช็อปปิ้ง เดินทาง อ่านหนังสือ วิถีชีวิตมันจะเปลี่ยนไปหมด และเร็วด้วย นี่คือ Mega Trend ที่ผมคิดว่าจะมาแรงที่สุดใน 1 - 10 ปีข้างหน้า มาลองศึกษากันดี ๆ ว่ามีบริษัทใดในบ้านเราน่าจะได้ประโยชน์บ้าง เพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสการลงทุนครั้งสำคัญรอบนี้ครับ
เวลาจะลงทุนแบบกลุ่มอุตสาหกรรม ณ วันนี้คนไทย ไม่ใช่สิ คนทั้งโลก ชอบกันมากที่สุดหนีไม่พ้นกลุ่มสุขภาพ หรือ Health Care ผมไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับการเติบโตของ Sector นี้นะครับ แต่ผมมองว่ามันเป็น Crowded Trade คือมีคนรับรู้ในเรื่องนี้เยอะแล้ว ทั้งนักลงทุนและกองทุนก็ Allocate เงินใส่กันไปเยอะแล้ว ราคาหุ้น Global Health Care หลายปีที่ผ่านมาขึ้นแรงกว่ากลุ่มอื่นมาก P/E อยู่ในกรอบบนคือเทรดแพงกว่าค่าเฉลี่ย ดังนั้นผมมองว่ากลุ่ม Global Healthcare เป็นของดีแต่แพงไปหน่อย ถือนาน ๆ ยังพอไหว จากกราฟลองดูสิครับหุ้นกลุ่ม Global Health Care เมื่อใช้ iShares S&P Global Healthcare เป็นตัวแทนปรับตัวขึ้นจากประมาณ 30$ ไปที่เกือบ 115$ ในปีนี้หรือเพิ่มขึ้นมาเกือบ 4 เท่าตัว ชนะการเติบโตของทุก sector ไปมาก
ScreenHunter_420 Nov. 15 19.05

แล้วเทรนด์อะไรที่คิดว่าจะมาแรงงง??
พูดเลย...สำหรับบ้านเราผมว่า "IoT หรือ Internet of things" ยิ่งถ้ามี 4G ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องธุรกิจการสื่อสารไร้สาย แต่อีกไม่นานมันคือ "ทุกเรื่อง" ลองมองดูรอบตัวสิครับ ไม่ว่าจะขึ้น taxi (Grab Taxi, Uber) กินข้าว (Wongnai) ซื้อรถ (One2Car) ซื้อบ้าน (thinkofliving, homedd) อ่านหนังสือ (Ookbee) ฯลฯ อีกมากมาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มเติบโตแบบเร่งตัวนับแต่เริ่มมี 3G เท่านั้นเอง แต่พอมี 4G Speed มันยิ่งเร็วขึ้น คราวนี้ไม่ว่าจะดูหนังเป็นเรื่อง ๆ โหลดข้อมูลเยอะ จะ upload/download จากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องอยู่ในที่มี Fixed Broadband แน่นอนว่าจะมีธุรกิจอีกมากตามมา และสิ่งเหล่านี้กำลังเปลี่ยนชีวิตของเราทุกคนในทุก ๆ ด้าน สำหรับท่านนักลงทุน ผมคิดว่าโอกาสการลงทุนครั้งนี้เราควรศึกษาให้ลึก ค้นหาการลงทุนที่ใช่่ ถ้าไม่อยาก "รู้งี้" ทีหลังครับ
Internet of Things หรือ IoT หมายถึงการที่อินเตอร์เนทมามีส่วนในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต การผลิต การบริการ ฯลฯ  และทำให้สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเราสามารถผสมผสานแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบอินเตอร์เนทได้ และนำมาซึ่งประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ความพอใจของผู้ใช้ที่มากขึ้น โดยจากการศึกษาโดย CISCO คาดการณ์ว่าจะมีสิ่งของต่าง ๆ ราว 5 หมื่นล้านชิ้นที่เชื่อมต่อเข้ากับโลกของอินเตอร์เนทภายในปี 2020 
จากการวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ในปี 2014อินเตอร์เนทแบบมีสาย (Fixed Internet) สร้างให้เกิดผู้ใช้ราวพันล้านคนผ่าน PC หรือคอมพิวเตอร์บ้าน ขณะที่ Smartphone ปัจจุบันมีผู้ใช้มากถึง 2 พันล้านคน และน่าจะเติบโตไปถึง 6 พันล้านคน เยอะพอสำหรับคำว่า Mega Trend มั้ยล่ะครับการเติบโตขนาดนี้ ! IoT จะเป็นมากกว่าเรื่อง Technology Sector แต่จะหมายถึงทุกอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างผู้ชนะในแต่ละอุตสาหกรรมสำหรับผู้ที่ปรับตัวได้เร็ว เช่นเดียวกับผู้แพ้ที่ไม่รู้จักปรับตัว

4G จะนำไปสู่ Mobile Broadband
3G นำประเทศไทยไปสู่ Mobile Internet คือการเล่นเนทด้วยอุปกรณ์พกพา ไม่ว่าจะเป็น Smartphone หรือ Tablet ยังจำยุค 2G กันได้มั้ยที่เราชอบบ่นกันว่า "เนทกาก" "EDGE ห่วย" พอแต่ละค่ายวางเครือข่าย 3G มากขึ้น เดี๋ยวนี้ไปไหนก็มี 3G ครอบคลุมเกือบทุกที่แล้ว แต่ในยุค 4G ความเร็วที่มากขึ้น และ Capacity ที่มากขึ้นจะนำเหล่ามวลมหาประชาชนชาวไทยไปสู่ยุค Mobile Broadband แปลง่าย ๆ ก็คือเหมือนมีเนทบ้านไปทุกที่ ไม่ว่าจะใส่ SIM 4G ลงใน Notebook, iPAD ฯลฯ ก็เล่นเนทได้เร็วเหมือนเนทบ้าน ทุกที่ ทุกเวลา ขณะที่ WiFi น่าจะเป็นเทคโนโลยีหลักของ Fixed Internet หรืออินเตอร์เนทบ้านน่าจะคงมีอยู่ต่อไปแต่อาจไม่เติบโตมากนักเพราะ Mobile Broadband เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
IoT ที่จะเกิดขึ้นในโลก และประเทศไทย
  1. อุปกรณ์สวมใส่ได้ เตรียมตัวจะได้เห็นได้เลยครับ เริ่มต้นจากอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ เช่นนาฬิกา แว้นตา หรือกระทั่งรองเท้าอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกันอินเตอร์เนทได้ เราจะได้เห็นนาฬิกา ที่เป็นเหมือนสมุดไดอารี่ แว่นตาที่ขาแว่นเป็นเหมือนหูฟัง รวมถึงสามารถถ่ายรูปได้ หรือรองเท้าที่วัดจำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญได้
  2. รถอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย วิเคราะห์ปัญหาของระบบในรถ บอกทางได้ รวมถึงเป็นเหมือน Home entertainment เคลื่อนที่
  3. บ้านอัจฉริยะ ซึ่งมีทั้งระบบรักษาความปลอดภัยออนไลน์ ระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติ ระบบ Entertainment ฯลฯ
  4. เมืองอัจฉริยะ ที่ดวงไฟเปิดปิดอัตโนมัติ มีที่ชาร์จรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มีระบบการจราจรอัจฉริยะเชื่อมต่อกับรถอัจฉริยะอีกทีหนึ่ง มีระบบน้ำอัจฉริยะที่คอยเตือนคุณภาพน้ำ ช่วยบริหารเรื่องน้ำท่วม มีตึกอัจฉริยะอยู่เต็มเมือง
ที่มา: http://www.ansys-blog.com/
แล้วจะหาบริษัทที่กระโดดขึ้นอยู่บนยอดคลื่่นเมกะเทรนด์ IoT ลูกนี้อย่างไร
ดูที่กลยุทธ์และทีมผู้บริหารเป็นหลัก ผ่านการวิเคราะห์เชิงคุณภาพครับ บริษัทที่เน้นการเติบโตของรายได้ โดยใช้ IoT เป็นตัวขับเคลื่อน หรือใช้ IoT เป้นตัวประสิทธิภาพลดต้นทุนการดำเนินงาน 2 อย่างนี้ล่ะครับที่ใช่ ! นอกนี้ยังรวมไปถึงบริษัทที่เกี่ยวสร้างโครงข่าย (Network) ที่เป็นเหมือนกับถนนที่ให้ข้อมูลวิ่งผ่าน
บริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
แน่นอนว่าหนีไม่พ้นผู้ประกอบการค่ายมือถือซึ่งส่วนตัวในเชิงพื้นฐานผมชอบ INTUCH เป็นพิเศษจากการที่ได้ไปฟังวิสัยทัศน์ของ CEO (อ่าน INTUCH หุ้น Mega Trend ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ ) นอกจากนี้ยังมี JAS ที่เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการให้บริหาร Fixed Broadband ในบ้านเราซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้าประมาณ 2 ล้านคน และมีการเติบโตราวไตรมาสละหนึ่งแสนคน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่เป็นทั้ง Contractor หรือ Supplier ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ Network อย่าง CSS IRCP AIT MFEC SAMTEL ฯลฯ ซึ่งผมจะทยอยทำการวิเคราะห์ไปเรื่อย ๆ ทีละบริษัท
หมายเหตุ บริษัทที่เอ่ยในบทความนี้ไม่ได้หมายความว่าเชียร์ซื้อนะครับ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์อุตสาหกรรม จะซื้อหุ้นทั้งทีแนว Bottom up ต้องดูทั้งพื้นฐาน Valuation Technical ฯลฯ ให้ครบถ้วน ที่สำคัญที่สุดคือตัดสินใจซื้อด้วยตัวคุณเอง การซื้อหุ้นโดยฟังคนอื่น เชื่อคนอื่น โอกาสสำเร็จไม่เยอะหรอกครับ เชื่อผมสิ
บริษัทที่เน้นการเติบโตของรายได้จาก IoT
แหมถ้าเป็นบริษัทนอกตลาดนี่ผมนึกได้หลายตัวเลย อย่าง Ookbee Grabtaxi Tarad Sanook Pantip One2Car แต่ถ้าโจทย์บอกว่าต้องอยู่ในตลาดด้วยแล้วผมยังนึกได้ไม่มาก เช่น COL (Central Online) ของคุณหมูนี่ก็ใช่ล่ะ ถึงแม้ว่าจะมี B2S กับ Office Mate ที่เป็นหน้าร้านด้วย แต่จิตวิญญาณของ CEO ท่านนี้จากที่ได้เคย Company Visit อยู่หลายครั้งผมมั่นใจว่าท่านมอง Online เป็นคำตอบสุดท้ายแน่นอน อย่างหุ้นกลุ่ม Commerce ที่เปิดหน้าร้านออนไลน์อย่าง BIGC Tesco นี่ผมยังไม่นับว่าเป็นหุ้น IoT เพราะว่ารายได้ส่วนใหญ่ยังขับเคลื่อนผ่าน offline อยู่ นอกจากนีี้ก็มีบริษัทในกลุ่ม Media อีกหลายตัวที่พอเข้าข่ายอย่าง MONO (ถ้าไม่นับรวม TV Digital ที่ไปประมูลมา) บริษัทแม่ลูกอย่าง FORTH และ FSMART ที่มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีออนไลน์ออกมาเรื่อย ๆ บริษัทอย่าง ILINK ที่ระยะหลังเริ่มมาเน้นธุรกิจ Data Center เป็นต้น
แล้วคุณล่ะครับคิดว่ามีบริษัทไหนเข้าข่ายบ้าง
อย่าอ่านอย่างเดียวนะครับ มีไอเดียบริษัทไหนเขียน comment เข้ามาเลย จะได้แลกเปลี่ยนกัน เป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียเพื่อไปศึกษาเชิงลึกกันต่อครับ

เครดิต  FUNDTALK
เมื่อ 4G มาก็ถึงเวลาเมกะเทรนด์การลงทุน Internet of Things

ซีรี่ย์ ใช้งานแนวรับ-แนวต้านอย่างมืออาชีพ ตอนที่ 3 “ วิธีใช้งานแนวรับ-แนวต้านที่ถูกต้อง”



ซีรี่ย์ ใช้งานแนวรับ-แนวต้านอย่างมืออาชีพ ตอนที่ 2 “5 รูปแบบกราฟแนวรับ-แนวต้าน”