แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่นหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่นหุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Stop loss and Trailing stop การตั้งจุด Stop loss และ Trailing stop โดยไม่ใช้กราฟ

การตั้งจุด Stop loss และ Trailing stop โดยไม่ใช้กราฟ...ใช้แค่ใจและวินัยเทรด..ก็พอ!!


ห่างหายไปพอสมควรสำหรับบทความที่เกี่ยวกับการลงทุนครับ...วันนี้ก็จัดให้ซะหน่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การเทรดแบบมีจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และการเลื่อนจุดตัดขาดทุน (Trailing Stop) ครับ วิธีที่ผมจะอธิบายนี่ไม่เกี่ยวกับกราฟเลยน่ะครับ ใช้แค่วินัยเทรดและความเสี่ยงในการเทรดต่อครั้งที่คุณรับได้ ก็เท่านั้นเอง

...พร้อมแล้วชิมิ!! งั้นไปลุยกัน!!!...

จากประสบการณ์เทรดอันน้อยนิดมหาศาล (สรุปว่าน้อยหรือมากหว่า ฮ๋าๆๆผมได้ข้อสรุปอย่างนึงครับว่า...
นักลงทุนแทบทุกคนไม่มีปัญหา...เวลาซื้อ
แต่มักจะตายน้ำตื้น...เวลาขาย...หรือ...ตัดขาดทุน

จริงอยู่ครับ...ตลาด ณ จุดนี้ (SET อยู่ที่ประมาณ 1130 – 1150 จุดเป็นตลาดขาขึ้นในภาพใหญ่ หลายๆคนก็อาจจะพูดว่า...ซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้ ถ้ามันลงมาหลุดราคาต้นทุนลงไปซัก 10 – 20%...เราก็ไม่ต้องขาย ขายทำไม ถือไปเถอะ เดี๋ยวมันก็ขึ้นกลับมาใหม่...

ถูกต้องครับ...มันขึ้นอยู่แล้ว..เพราะมันคือตลาดขาขึ้น
!! 

แต่..
!! ขอเตือนเลยครับ...ยามที่ตลาดขาลงมาเยือน...ถ้าคุณไม่ขาย ดื้อถือไปเรื่อยๆ...การันตีได้ว่า...คุณได้ถือหุ้น เฝ้าหุ้น เป็นปีๆแน่นอน...เผลอๆเจ๊งหมดตัว หุ้นไม่ขึ้นมาอีกเลยก็เป็นไปได้
ดังนั้นแล้ว..ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด ที่เราจะควรมีความรู้เรื่องการตัดขาดทุนและการเลื่อนจุดตัดขาดทุน...ต่อให้คุณไม่มีความรู้เรื่องกราฟเทคนิค เทคโน อาชีวะ ก็ตามที...

...คุณก็ตัดขาดทุน...หรือสามารถ 
Let Profit Run ได้อย่างไม่ต้องกังวลใดๆ...
วิธีนี้...ผมการันตีครับว่า...เมื่อคุณเลือกหุ้นที่ชอบแล้ว...คุณเคาะซื้อปุ๊บ...คุณไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอแทบทุกนาทีเลยครับ...เพราะอะไร อ่านจบคุณจะรู้เอง...ถ้าไม่รู้...อ่านใหม่!! อิอิ
..ขออธิบายโดยใช้เหตุการณ์สมมติน่ะครับ เพื่อความง่ายในการเห็นภาพ..

สมมติว่านักลงทุน 
ได้ซื้อหุ้น ที่ราคา 10 บาท โดยที่นักลงทุน สามารถรับความเสี่ยงในการขาดทุนในการลงทุนในหุ้น ได้ที่ 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น...ก็คือ บาท...ต่ำกว่านี้..ตัดขาดทุน!!

ต่อมา...ราคาหุ้น 
ได้ร่วงมาอยู่ที่ 9.20 บาท...ถามว่านักลงทุน ต้องทำอย่างไร?

เครียดประสาทแด๊ก?...นอยด์โทรหามาร์?...ป๋าขาช่วยหนูที?...555
ตอบแทนเลยครับว่า...นักลงทุน จะไม่เครียด ชิลๆ สบายๆ เพราะอะไรนั่นหรือครับ...ก็เพราะ

ราคายังไม่ถึงจุด Stop Loss ที่ตั้งไว้นั่นเอง!!

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น จะมี กรณีทั้งแบบ Best Case และ Worst Case น่ะครับ


          ราคาหุ้น ร่วงไปถึง บาทหรือหลุด บาท...ในกรณีนี้...นักลงทุน จะยอม Stop Loss ทันที โดยที่ไม่สนใจว่า หุ้นอาจจะรีบาวน์หรือดีดกลับได้ในอนาคต...เพราะวินัยการลงทุนของนักลงทุน คือ ถ้าถึงจุดตัด ก็ต้องตัด!! ไม่ต้องเสียดายครับ หุหุ

โอเคว่า...ราคาอาจจะดีดกลับทันทีก็ได้...อันนี้แล้วสำหรับเทรดเดอร์ ถือว่าเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ต้องซีเรียสครับ

แต่จะซีเรียสและเซ็งที่สุดถ้าไม่ยอมทำตามวินัยตัดขาดทุน...เพราะราคาหุ้นอาจจะร่วงต่อจาก 9 บาท ไปสู่ บาท หรือต่ำกว่านั้นก็ได้...ใครจะไปรู้!!

ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ...แต่อย่างน้อย
หากคุณมีวินัยเทรด...คุณก็กุมอนาคตตัวเองไว้

Best Case
          ราคาหุ้นหยุดนิ่งสร้างฐานที่ 9.20 บาทมาสักระยะ จากนั้นก็เจอแรงซื้อกลับมหาศาล จนราคาทะลุ10 บาท ไปยืนที่ระดับ 11 บาท...ณ จุดนี้นักลงทุน ก็มี unrealized profit อยู่ที่ บาทหรือกำไร 10%นั่นเอง...ว้าวว!! 

แต่ช้าก่อน
!!...ถ้าตามสูตรลงทุนแนวนี้...นักลงทุน จะไม่ขายครับ...แต่จะเลื่อนจุดตัดขาดทุนขึ้นมาทันที โดยคำนวนจุด Stop Loss ใหม่จาก

ราคาปัจจุบัน - (ราคาปัจจุบัน X Stop Loss ที่นักลงทุนรับได้)

ดังนั้น จุด Stop Loss ใหม่ของนักลงทุน คือ 11 บาท – (11 บาท X 10%) = 9.9 บาท!!
สังเกตอะไรมั๊ยครับว่า...ถ้าเกิดราคาหุ้นร่วงมาที่ 9.9 บาท อีกครั้ง นักลงทุน ขาดทุนแค่ 1% เท่านั้นเอง...สิ่งนี้แหล่ะครับคือ Trailing Stop!!

แล้วเจ้า Trailing Stop นี่ มีประโยชน์อย่างไร...สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าถ้าหุ้นที่เราถืออยู่เป็นหุ้นดีเด่น สุโค่ยคุณก็จะสามารถเกาะขบวนรถด่วนเหาะเวหาได้ยาวนานที่สุดครับ

เช่น...ต่อมาราคาหุ้น ดีดจาก 11 บาท ไปถึง 15 บาท โดยระหว่างทางก็มีการย่อบ้างอะไรบ้าง แต่นักลงทุน ก็ยังไม่ขาย เพราะจุด Trailing Stop ของนักลงทุน อยู่ที่ 10% ของราคาปัจจุบัน
เพื่อให้ง่ายต่อการเห็นภาพ ผมเลยทำตารางง่ายๆมาให้ดูกันครับ

Stop Loss (Trailing Stop)
10%


จุดขายตัดขาดทุน(ทำกำไร)
P/L (%)
ราคาซื้อ
10
9
-10%




ราคาปัจจุบัน
11
9.9
-1%

12
10.8
8%
13
11.7
17%
14
12.6
26%
15
13.5
35%
20
18
80%

เห็นแล้วใช่มั๊ยครับว่า ถ้าคุณมีวินัยเทรดที่ดีเยี่ยม คุณมีจุด Stop Loss และ Trailing Stop ที่ดีแล้วนั้นคุณจะมี Limit Loss but unlimited gain หรือคุณจะกำหนดเงินที่คุณมีโอกาสเสียได้ แต่คุณก็จะมีโอกาสทำเงินได้มหาศาลเช่นกันครับ
ที่สำคัญคือ...

...จากจุด Trailing Stop ที่มีไว้เลื่อนจุดตัดขาดทุน...
...ก็จะกลายเป็นจุด Taking Profit ทำกำไรในทันที...

...แหล่มเลย...!!

ส่วนที่ผมกล่าวมาในบทนี้..นักลงทุนหลายๆท่านอาจจะนำไปประยุกต์ได้หลากหลายครับ...จุด Stop Loss และ Trailing Stop นั้น จะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละท่านจะรับได้...
ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้มาก...คุณก็เพิ่มเปอร์เซ็นต์ Stop Loss เพื่อที่ในกรณีที่คุณซื้อหุ้นถูกตัว...จุดTrailing Stop ของคุณก็จะมากขึ้นด้วย โอกาสที่คุณจะทำกำไรมหาศาลก็มีมากเช่นกัน...ถ้าหุ้นตัวนั้นวิ่งแรง วิ่งฉิว...เผลอๆได้กำไรมากกว่า 100% ก็เป็นได้...สาธุๆๆๆ อิอิ

ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้น้อย...ก็ตั้งจุด Stop Loss น้อยๆ โอกาสขาดทุนหนักๆ ก็จะไม่มีครับ ส่วนโอกาสทำกำไร ก็คงต้องแล้วแต่สไตล์การวิ่งของหุ้นตัวนั้นๆครับ

...เห็นมั๊ยครับ...วิธีนี้ผมว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ถนัดกราฟน่ะครับ...ใช้ได้ง่าย ทำได้จริง แต่สุดท้ายแล้ว...อยู่ที่ว่า...คุณจะคุมอารมณ์ตัวเองได้หรือไม่ ในยามที่ราคาหุ้นวิ่งผันผวน แต่ยังไม่แตะจุดที่คุณต้อง Stop Loss หรือ Trailing Stop ไว้ครับ

ราตรีสวัสดิ๋คร้าบบ ^_^

Wizard Kid (พีร์ บุญชนะวิวัฒน์)

เครดิต  
Wizard Kid (พีร์ บุญชนะวิวัฒน์)
http://wizard-kids2m.blogspot.com/2011/08/stop-loss-trailing-stop.html

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

INTUCH หุ้น MEGA TREND ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ

INTUCH หุ้น MEGA TREND ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ


Premium-Content-INTUCH
เป็นอีกครั้งที่ได้มีโอกาสฟังคุณสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร INTUCH พูดในวันนี้ทำให้ผมมีมุมมองต่อธุรกิจของ Telco ในบ้านเราเปลี่ยนไปพอสมควรทีเดียวจากเดิมที่คิดว่าธุรกิจ Telephone Operator น่าจะเข้าสู่ช่วงเวลาของการ “โตช้า” เพราะจำนวน Sim ได้มากกว่าจำนวนประชากรไปแล้ว แต่ไม่ใช่อย่างนั้นครับ
ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) คะแนน: 4/5
คุณสมประสงค์มีวิสัยทัศน์ว่า
“ระบบโทรคมนาคมจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชีวิต ทั้งชีวิตองค์กร และชีวิตส่วนตัวอย่างแยกไม่ได้ อุปมาอุปมัยเหมือนกระแสไฟฟ้าถ้าคนใช้และจะไม่เลิกใช้”
จากเดิมที่ Content ของธุรกิจอยู่ที่ “เสียง” เพียงอย่างเดียวเพราะสมัยก่อนมีแต่การโทรศัพท์คุยกัน ซึ่งรายได้ของธุรกิจขึ้นอยู่กับปริมาณ (Quantitative) แต่ในปัจจุบัน Content ของธุรกิจเปลี่ยนมาเป็น Data ซึ่งรายได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพด้วย (Qualitative) ยกตัวอย่างเช่น หมอดูโนเนมอาจคิดค่าดูดวงชั่วโมงละ 200 บาท แต่หมอดูชื่อดังอาจคิด 15 นาทีหลาย ๆ พันบาทก็เป็นได้
สิ่งที่ INTUCH พยายามจะทำคือนอกจากการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรอันได้แก่ 1.ทางสาย 2.ทางอากาศ 3.จากบนฟ้า INTUCH มีวิสัยทัศน์ที่จะมีส่วนร่วมในสังคมประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคถัดไปอันได้แก่
  1. โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นการ Convergence กันระหว่างทางสายและทางอากาศ หมายถึง Internet Broadband/Fibre Opticควบคู่กับการใช้งาน 3G/4G
  2. Digital Content หมายถึงการเป็นผู้ให้บริการ Content ที่มีคุณภาพผ่านระบบอินเตอร์เนท
  3. Big Data คือการนำข้อมูลของคนจำนวนมากมาวิเคราะห์หา Physchological attritbute และใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูงในการจัด Segmentation อธิบายพฤติกรรมของแต่ละ Segment และนำไปสร้างเป็น Application ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนอีกทีหนึ่ง
  4. Cloud Computing อันนี้ INTUCH ดำเนินการผ่าน CS Loxinfo คือการสร้างระบบคลาวด์สำหรับรองรับการเก็บข้อมูลทั้งสำหรับภาคองค์กร และภาคผู้บริโภครายย่อย
ทั้ง 4 อย่างนี้คือสิ่งที่ INTUCH ต้องการเข้าไปเป็นผู้นำ ซึ่งหมายถึง Digital Transaction จำนวนมหาศาล
จากเดิมที่ผมมองว่าธุรกิจค่ายโทรศัพท์มือถือจะเข้าสู่ยุคของการ “โตช้า” ผมว่าคงไม่ใช่สำหรับกลุ่ม INTUCH / Advance แล้วล่ะครับ
Note: ผมคงจะไม่ลงในรายละเอียดธุรกิจทีละตัวของ INTUCH ทั้ง AIS THCOM CSLoxinfo INVENT นะครับ น่าจะหาอ่านจากบทวิเคราะห์อื่นได้

มูลค่ายุติธรรม (Valuation) คะแนน: 3/5
ที่ระดับ P/E ของปี 2015 ที่ 15 เท่า กับการเติบโตระยะยาวประมาณ 10 – 15% ต่อปี ผมมองว่า Valuation จัดอยู่ในระดับปานกลาง คือไม่แพง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับถูกมาก อัตราเงินปันผลที่ 6.5% ถือว่าสูงใช้ได้ทีเดียวครับ อีกประเด็นที่สำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ หุ้นอย่าง AIS หรือ INTUCH ที่สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ของกำไรมาตลอด และผู้บริหารก็ให้คำมั่นว่าจะจ่ายอย่างนี้ต่อไปในอนาคต ทุก ๆ ปีเมื่อจ่ายปันผลออกไปแล้วจะทำให้ค่า P/E ถูกลง 1 เท่าเสมอ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ครับ
INTUCH ปัจจุบันราคา 76 บาท กำไรต่อหุ้น 5 บาท คิดเป็น P/E = 76 / 5 = 15.2 เท่า
เมื่อ INTUCH จ่ายปันผลออกไป 5 บาทหลัง XD ราคาควรจะตกไปที่ 71 บาท ซึ่งทำให้ P/E ลดลงเหลือ 71 / 5 = 14.2 เท่า
นี่เป็นอีกเสน่ห์ของหุ้นที่จ่ายปันผล 100% ของกำไรคือค่า P/E ของหุ้นจะถูกลงอัตโนมัติทุก ๆ ปีครับ
Untitled
ความคาดหวัง (Expectation) คะแนน: 2/5
ผมจัด INTUCH อยู่ในหุ้นที่มีความคาดหวังสูง ดูจากการที่เหล่า Broker ใน Settrade.com ล้วนออกมาให้คำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีเป้าหมายเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 100 บาทสูงกว่าราคาปัจจุบันค่อนข้างเยอะ เท่ากับว่าโอกาสที่เหล่า Broker จะปรับเพิ่มประมาณการน่าจะไม่มีให้เห็นเร็ว ๆ นี้

ภาพทางเทคนิค (Technical Analysis) คะแนน: 3/5
ออกตัวก่อนว่าผมดู Technical ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ แต่ก็อยากจะนำมาประกอบการวิเคราะห์ในครั้งนี้ด้วย โดยในภาพระยะยาวเป็นสิบปี INTUCH ยังจัดว่าอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่ภาพระยะสั้นล่าสุดหลุดเส้นแนวรับระยะสั้นลงมาจากข่าวกดดันในประเด็นเรื่องคดีความที่ค้างมาแต่นาน จึงให้คะแนนออกมากลาง ๆ ครับ
intuch chart

สรุป ผมให้คะแนน INTUCH ประมาณ 3.5/5 ถือว่าเป็นหุ้นดี ที่ราคาไม่แพงมาก แต่ความคาดหวังสูงไปหน่อย โดยการประมูล 4G ครั้งที่จะมาถึงผมเชื่อว่า AIS น่าจะทุ่มเต็มที่และชนะทั้งคลื่น 1800 และคลื่น 900 หุ้น INTUCH สำหรับผมมองเป็นหุ้นคุณภาพอีกตัวหนึ่ง ที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตไปตาม Mega Trend เรื่อง Internet of Things มีการจ่ายปันผลที่ดี และน่าจะดีต่อไป แม้จะต้องมีการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอีกจำนวนมหาศาลในอนาคต ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของ INTUCH หุ้น Mega Trend ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ ที่นำมาฝากกันในวันนี้ครับ

เจษฎา สุขทิศ, CFA
17 กันยายน 2558

หมายเหตุ
การวิเคราะห์ Bottom up แต่ละบริษัทในเวบไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อแชร์วิธีการวิเคราะห์ เพื่อแนะนำให้ท่านที่สนใจได้นำไปประยุกต์ใช้งานในการวิเคราะห์การลงทุนในหุ้น โดยในแต่ละช่วงเวลา ผู้เขียนอาจมีถือครอง หรือไม่มีถือครองหุ้นที่ทำการวิเคราะห์ก็ได้ ดังนั้นท่านที่ได้อ่านการวิเคราะห์โปรดศึกษาและตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง ข้อมูลตัวเลขใด ๆ ที่นำมาเสนอเกิดจากการประมาณการของผู้เขียน และอาจมีความผิดพลาดได้
เครดิต   FUNDTALK
INTUCH หุ้น Mega Trend ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ก้าวแรกสู่โลกการวิเคราะห์เชิงเทคนิค (พร้อม BASIC SURVIVAL TECHNIQUES)

1st-02

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า การวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุน แบ่งได้เป็น 2 แนวทางใหญ่ๆ ได้แก่  การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และ การวิเคราะห์เชิงเทคนิก (Technical Analysis)
แรกเริ่มเดิมที  ผมตัดสินใจลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงพื้นฐานเพียงอย่างเดียว โดยมีลำดับขั้นตอนคือ
  • กรองหาหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี ซึ่งหมายถึง อยู่ใน SET100 Index มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุน  (Debt to Equity Ratio) ในเกณฑ์ต่ำ
  • นำไปเทียบกับราคาพื้นฐานที่ควรจะเป็นในอนาคต  ซึ่งได้จากทั้งการคำนวณเองและการใช้ข้อมูล Analyst consensus จาก www.settrade.com
  • แล้วจึงเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีราคาตลาดต่ำกว่าราคาพื้นฐานมากที่สุด  (มี Upside หรือโอกาสได้กำไรสูงสุด)
อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏปัญหาบ่อยครั้งว่า
  • ซื้อหลักทรัพย์ไปแล้ว แต่ราคาไม่ปรับขึ้นสู่ราคาพื้นฐาน (เสียที) ทั้งๆ ที่ราคาพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง
  • หรือบางครั้ง เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าพื้นฐานของหลักทรัพย์ปรับลดลง จนเหลือ Upside ต่ำจนไม่น่าสนใจลงทุนอีกต่อไป ทำให้ต้องขายทิ้งไปทั้งที่ยังไม่ได้กำไรตามที่หวัง
(ทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะตัดพ้อการวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแต่อย่างใด เพราะเข้าใจอย่างดีว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และเชื่อว่านักวิเคราะห์ได้ใช้ข้อมูลที่ดีที่สุดแล้ว “ณ ขณะนั้น” ในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสม)
จึงระลึกได้กับตัวเองว่า อนาคตสามารถต่างไปจากสิ่งที่ “พอจะมองเห็น” ใน “วันนี้” ได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้น การลงทุนให้ได้ผลกำไรที่ดีอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ได้หมายความถึงการถูกต้อง 100% ทุกครั้ง) น่าจะต้องมีเครื่องมืออย่างอื่นเข้ามาช่วยในการลงทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องถือหุ้นพื้นฐานดี แต่กลับไม่มีกำไร (หรือบางครั้งถึงกับขาดทุน)
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มต้นศึกษาการลงทุนอีกแนวทาง ซึ่งก็คือการวิเคราะห์เชิงเทคนิค ซึ่งผมพบว่า หลักการวิเคราะห์เชิงเทคนิก ตั้งอยู่บนสมมติฐาน 3 ประการ คือ
  • การเคลื่อนไหวของราคาเป็นผลจากการรับรู้ข่าวสารทั้งหมดที่นักลงทุนมีอยู่
  • ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม
  • การเคลื่อนไหวของราคามักมีรูปแบบซ้ำอดีต
โดยเฉพาะข้อแรกนั้น ผมค่อนข้างเห็นด้วยเป็นพิเศษ เพราะสามารถตอบคำถามสำคัญในโลกการลงทุนได้ว่า “ทำไมราคาหลักทรัพย์ถึงขึ้นและลง?” ผมขอตอบง่ายๆ ว่า “ก็เพราะมีแรงซื้อและแรงขาย” นั่นเอง และหากถามต่อไปว่า “ทำไมถึงมีแรงซื้อและแรงขาย?” บางท่านอาจตอบว่า “เพราะ Earning Expectation ในอนาคตของหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงไป” แต่ผมขอตอบง่ายกว่านั้นว่า “เพราะนักลงไปรู้อะไรมา”  ซึ่งการ “รู้อะไรมา” อาจเป็นได้ทั้งข่าววงใน ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวลือ หรือแม้แต่ข่าว Earning Expectation ดังกล่าวข้างต้นด้วยเช่นกัน ซึ่งการ “รู้อะไรมา” นั้น ก็จะเกิดผลสุดท้ายได้แก่การซื้อและขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนนั้นเอง
จากการศึกษาทำให้ผมค้นพบต่อไปว่า แนวทางการวิเคราะห์เชิงเทคนิก แบ่งได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก คือ
  • การดูเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ซึ่งชนิดของ Moving Average ที่ใช้กับแพร่หลายคือ Simple Moving Average ที่ให้ความสำคัญกับราคาในแต่ละช่วงเวลาเท่ากัน และ Exponential Moving Average ที่ให้น้ำหนักกับราคาในช่วงปัจจุบันมากกว่าราคาในอดีต
  • การดูเครื่องบอกสัญญาณ (Indicator) โดยมี Indicator ที่ใช้กันแพร่หลาย เช่น  Moving Average Convergence/Divergence และ Stochastic Oscillator
  • การดูรูปแบบของราคา (Chart Pattern) ซึ่งรูปแบบที่สำคัญ อาทิ Head & Shoulder, Elliott Wave Principle & Fibonacci Ratio, Support/Resistance & Breakout
ซึ่งผู้ใดที่สามารถผสมผสานกระบวนท่าทั้ง 3 ได้พร้อมกันอย่างเชี่ยวชาญ ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็น Technical Analyst หรือ Technical Trader ชั้นเซียน ซึ่งจะสามารถซื้อและขายหลักทรัพย์ได้อย่าง “ถูกตัว” และ “ถูกเวลา” เป็นส่วนใหญ่
แต่อย่างไรก็ดี การพิจารณาในส่วน Chart Pattern นั้นค่อนข้างยากเพราะมีหลักการดูซับซ้อนและบางครั้งต้องใช้จินตนาการสูงในการมองรูปแบบให้ “แตก”
โอกาสนี้จึงขอกล่าวถึงการใช้ Moving Average ควบคู่กับ Indicator ซึ่งทำได้ง่ายกว่า และสามารถนำไปใช้ได้ทันทีผ่านโปรแกรมหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีใช้กันอยู่แล้ว เช่น Metastock, eFin Smart Portal, Bisnews AFE (บางที่เรียก จอ Reuters) แถมยังให้ผลลัพธ์ในระดับที่ “เอาตัวรอดได้”  ในสนามการลงทุนจริง ซึ่งหากใช้ภาษาที่นักลงทุนคุ้นเคย ก็อาจเรียกว่า ช่วยให้ “ไม่ขายหมู” และ “ไม่ติดดอย”
และก่อนที่จะเข้าสู่ตัวอย่างการใช้งานจริง ผมขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญด้าน Technical Analysis  ท่านหนึ่ง ที่ได้กรุณาแนะนำถ่ายทอดความรู้ให้โดยตลอดอย่างจริงใจ นอกจากนั้น ขอชี้แจงอย่างแข็งขันว่า บทความนี้ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสดงภูมิรู้ในเชิง Technical Analysis แต่อย่างใด เพราะผมเองก็ยังศึกษาหาความรู้ในขั้นสูงขึ้นๆ ไปอยู่เช่นกัน
วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้ จึงอยู่ที่การ “จุดประกาย” ให้นักลงทุนได้เห็นประโยชน์ของการศึกษาทำความเข้าใจในการวิเคราะห์การลงทุนในเชิง Technical และเป็น “แรงบันดาลใจ” ให้นักลงทุนสนใจศึกษาหลักการและเทคนิกในขั้นสูงขึ้นต่อๆ ไป
• ในส่วนของ Moving Average นั้น มีหลักการอยู่ว่า ราคาหลักทรัพย์เคลื่อนที่เป็นแนวโน้ม และหากราคาเกิดเปลี่ยนแปลงไปจนถึงจุดหนึ่ง ทิศทางของแนวโน้มก็จะเปลี่ยนแปลงไป จากขึ้นเป็นลง หรือจากลงเป็นขึ้น ซึ่งในที่นี้ผมใช้เส้นราคาในรูปแบบ Exponential Moving Average (“EMA”) จำนวน 5 เส้นด้วยกันคือ เส้นราคาค่าเฉลี่ยย้อน 5, 15, 35, 90 และ 230 ช่วงเวลา (หนึ่งช่วงเวลาอาจเป็น ทุก 5 นาที, ทุกชั่วโมง, ทุกวัน, ทุกสัปดาห์ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของภาพรวมที่เรากำลังสนใจ ซึ่งหากจะกล่าวถึง เส้น EMA ราย 5 นาที จะเขียนว่า “EMA5”) ซึ่งแต่ละเส้นจะแสดงแนวโน้มราคาในระยะสั้น กลาง และ ยาว ตามลำดับ
• ในส่วนของ Indicator ผมเลือกใช้เครื่องมือ Moving Average Convergence/Divergence (“MACD”) เพราะเมื่อเจาะเข้าไปถึงกลไกภายในแล้ว ความจริงก็เป็นการนำ EMA มาประยุกต์ใช้นั่นเอง โดย MACD จะประกอบด้วยเส้นกราฟ 2 เส้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เส้นแรกจะเกิดจากผลต่างของ EMA12 ลบด้วย EMA26 ซึ่งจะเรียกว่าเส้น “MACD” ส่วนอีกเส้นจะเป็น EMA9 ซึ่งเรียกว่าเส้น “Signal” แล้วนำมาทับซ้อนกัน (ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถปรับแต่งค่า 12,26,9 ให้เหมาะสมกับบรรยากาศการลงทุนแต่ละช่วงและหุ้นแต่ละประเภทได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นค่านี้ตายตัว)
โดยเราจะใช้ MACD ยืนยันการตัดสินใจซื้อขายร่วมกับ EMA
ซึ่งหลักการพื้นฐาน (เบื้องต้นมากๆ) สำหรับการนำ EMA มาใช้ร่วมกับ MACD ได้แก่
1)      ตราบใดที่ราคายังยืนอยู่บนเส้น EMA5 ได้ ยังไม่ต้องขาย (หมู)
2)      ถ้าราคาตกลงมาอยู่แถวเส้น EMA15 ให้ระวัง เพราะอาจตกต่อ แต่ก็อาจเด้งกลับขึ้นไปได้
ซึ่งขอยกตัวอย่างหุ้น PTL ยอดนิยม ที่เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างมากตั้งแต่เดือนก.ค.53 ซึ่งจะเห็นว่า ตลอดช่วงเวลาที่นำมาแสดง (ก.ค. ถึง พ.ย.53) ราคา PTL สามารถเกาะเส้น EMA5 “และ” อยู่เหนือเส้น EMA15 ได้ตลอดทุกวัน ซึ่งถ้าใครยึดหลักข้อ 1 และ 2 นี้ ก็จะสามารถถือ PTL มาได้ตั้งแต่ 9 บาท จนถึง 37 บาท โดยไม่ขายหมูไปก่อนระหว่างทาง
(ภาพนี้ใช้ Time Frame ระดับ Day หมายถึง 1 แท่งกราฟ แสดงการเคลื่อนไหวของราคาใน 1 วัน)
3)      ถ้าราคาตกเส้นใต้ EMA15 ให้เริ่มทยอยขาย (ไม่ว่าจะ cut loss หรือ take profit) แล้วรอดูว่าจะเด้งหรือลงต่อ
4)      ถ้าราคาตกเส้นใต้ EMA35 ให้ขายเพิ่มอีก และหากราคาตกทะลุ EMA90 และ EMA230 ลงไปอีก หมายความว่าแนวโน้มระยะกลางและยาวได้เปลี่ยนไปแล้ว ณ จุดนี้ จึงไม่ควรมีหุ้นเหลืออยู่อีกต่อไป
5)      ในส่วนของ MACD หากเส้น MACD ตัดทะลุเส้น Signal “ขึ้นไป” ให้พิจารณาซื้อ และหากตัดทะลุ “ลงมา” ให้พิจารณาขาย
ขอยกตัวอย่างหุ้น SCC ในช่วง Financial Crisis จะเห็นว่าช่วงเดือนต.ค.50 ราคาเริ่มไหลลงทะลุเส้น EMA ต่างๆ ลงมา แปลว่าควรทยอยขายแล้ว และลงมาโหนใต้เส้น EMA5 (มีหลุดขึ้นมาบ้าง)โดยตลอด ซึ่งหมายความว่ายังไม่ควรซื้อ เรื่อยมาจนถึงต้นเดือนพ.ย.51 (1 ปีกว่าผ่านไป ) ถึงจะเกิดการเปลี่ยนแนวโน้มจากลงเป็นขึ้น โดยราคากลับขึ้นมายืนเหนือ EMA5 ได้เป็นครั้งแรก พร้อมกับ MACD ให้สัญญาณซื้อ หลังจากนั้นอาจมีการหล่นใต้เส้น EMA5 บ้างแต่ราคาตลาดค่อนข้างนิ่งแล้ว จึงไม่เกิดสัญญาณขายจาก MACD ต่อมาในเดือนก.พ.52 ราคากลับขึ้นมาเหนือ EMA5 อีกครั้ง และเริ่มไล่ทะลุเส้น EMA ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากใครสามารถนำหลักข้อ  1 ถึง 5 มาใช้ ก็จะสามารถขายหยุดขาดทุนได้ที่ราคาสูงและกลับมาซื้อได้ที่ราคาต่ำมาก โดยไม่ต้องนำปัจจัยด้านพื้นฐานเข้ามาพิจารณาเลย
(ภาพนี้ใช้ Time Frame ระดับ Week หมายถึง 1 แท่งกราฟ แสดงการเคลื่อนไหวของราคาใน 1 สัปดาห์)
6)      ทั้งหมดนี้ ถ้าเป็นฝั่ง Short Sell (ไม่ว่าจะหุ้นหรืออนุพันธ์) ก็ให้ใช้สลับกัน
7)      หาก EMA หรือ MACD เข้าเกณฑ์เพียงประเภทเดียว (เช่น EMA มาแล้วแต่ MACD ยังไม่มา) ให้ดูอาการ EMA เป็นหลัก แล้วใช้ MACD ช่วยยืนยัน
และในขั้นสูงขึ้น หากได้ศึกษาเพิ่มเติมในด้าน Chart Pattern โดยเฉพาะเรื่อง Elliott Wave Principle (“EWP”) & Fibonacci Ratio (“Fibo”) อย่างถูกต้องและเชี่ยวชาญแล้ว ก็จะสามารถคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาได้ (ตามแนวทาง EWP) และยังสามารถประมาณระดับราคาและช่วงเวลาที่หุ้นมีโอกาสจะเคลื่อนไหวไป (ตามแนวทาง Fibo) ได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ประเมินได้ทั้ง “กาละ” และ “เทศะ” เลยทีเดียว
ถึงจุดนี้ ก็หวังว่านักลงทุนจะได้เห็นแนวคิดกันพอหอมปากหอมคอ ซึ่งเชื่อว่าพอจะนำไปใช้ได้จริงบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคนี้ที่วงการลงทุนมีจำนวน Technical Trader เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งหมายความว่าการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดจริงๆ ได้รับอิทธิพลจากการซื้อขายของ Technical Trader มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะนิยมการลงทุน 'แนว' ไหนเป็นหลัก การรู้เขารู้เรา ย่อมช่วยให้เราไม่เสียเปรียบคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
แต่เหนือสิ่งอื่นใด อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน สิ่งที่เราคิดไว้ อาจไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ นักลงทุนจึงควรระลึกไว้เสมอว่า “เราไม่สามารถคิดได้ถูกทั้งหมดทุกครั้ง ไม่ว่าจะมีเครื่องมือช่วยมากแค่ไหนก็ตาม” เราจะได้ “เผื่อใจ” และ “เตรียมใจ” ไว้บ้างกับความเสี่ยงและความผิดหวังที่มีอยู่ตลอดเวลาในโลกของการลงทุน
ผมขอจบบทความนี้ ด้วยวลีที่น่าสนใจของคุณประกาศิต ทิตาราม ผู้ก่อตั้ง Wave Riders Club ซึ่งเป็นนักลงทุนเชิงเทคนิคชั้นแนวหน้าของไทย ที่กล่าวไว้ว่า
“ปัจจัยพื้นฐาน เอาไว้ กำหนดสถานที่ไปเที่ยว ที่จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เป็นกำไร ดังเช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พังงา ใครก็รู้ว่าน่าเที่ยว ไม่ต่างกับ BANPU, PTT, BBL, SCB, KBANK ใครก็รู้ ว่าพื้นฐานดี..บทวิเคราะห์ และข่าวต่างๆ ก็เป็นมีเดียที่เชียร์ กันเข้าไป ว่าที่นั่นสวย ที่นี่ งดงาม อาหารอร่อย ของถูก น่าช็อป
แต่ตอนที่เราไปถึง มันสวยจริงไหม..Ticker และ Bid-Offer เป็นหลักกิโลข้างทาง คอยบอกว่าถึงไหนแล้ว แต่มันไม่ได้บอกอะไรที่มากกว่านั้น
แต่การวิเคราะห์ ทางเทคนิค ขั้นพื้นฐาน เป็น เข็มทิศ แผนที่ ที่จะบอกรายละเอียด ถึงเส้นทาง ทางหลวง ทางลัด ทางแยก ไฟแดง จุดพัก ให้เราเดินทางถึงจุดหมาย โดยไม่หลงทาง และอาจถึงที่หมายได้เป็น กลุ่มแรกๆ
ส่วน การวิเคราะห์ทางเทคนิค ขั้นสูง ที่มี Apps ดีๆ คอยช่วย ก็เหมือน มี GPS แผนที่ดาวเทียม google earth, Weather forcast.. ที่จะคอยบอกถึง สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดเส้นทางการเดินทาง มี Alert เตือนถึงสภาวะอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต... ทำให้เราเดินทางถึงที่หมาย เป็นคนแรกๆ”
-----------------------------------------------
แนะนำแหล่งศึกษาเพิ่มเติมด้าน Technical Analysis
อ้างอิง

เครดิต  TIF

ซีรี่ย์ ใช้งาน แนวรับ-แนวต้าน อย่างมืออาชีพ ตอนที่ 1 รู้จักแนวรับ-แนวต้าน