วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

รู้จัก ใบสำคัญแสดงสิทธิ์อนุพันธ์(Derivative Warrant)

 รู้จัก DW 
 DW คืออะไร 
 ทำไมต้องลงทุนใน 
 วิธีการเลือก DW 
 ความเสี่ยงจากการลงทุนใน DW 
 ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ DW 



 DW คืออะไร

Derivative Warrant (DW) หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ คือ ตราสารที่ผู้ออกให้สิทธิกับผู้ซื้อในการซื้อ (ขาย) หลักทรัพย์อ้างอิงในอนาคตในราคา จำนวน และเวลาที่กำหนด โดยผู้ออก DW เป็นบุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนผู้ออกหลักทรัพย์อ้างอิง 
   DW จำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
   • สิทธิในการซื้อ (Call): ให้สิทธินักลงทุนในการซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงในราคาและเงื่อนไขที่กำหนด
   • สิทธิในการขาย (Put): ให้สิทธินักลงทุนในการขายหลักทรัพย์อ้างอิงในราคาและเงื่อนไขที่กำหนด

   ชื่อย่อ DW
   DW เป็นหลักทรัพย์ชนิดหนึ่งที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และมีชื่อย่อที่ใช้ในการซื้อขายเช่นเดียวกันกับการซื้อขายหลักทรัพย์ชนิดอื่นๆ เช่น    หุ้น, สัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ออปชัน ฯลฯ โดยชื่อย่อ DW มี 12 ตัวอักษร ดังนี้


  
สัญลักษณ์ความหมาย
UUUUชื่อย่อสินค้าอ้างอิง (สูงสุด 4 ตัวอักษร)
IIรหัสผู้ออก DW (CIMBS = 07)
Cประเภทของสิทธิ
C = Call Warrant หรือ สิทธิในการซื้อ
P = Put Warrant หรือ สิทธิในการขาย
YYMMปี-เดือนที่มีการซื้อขายสุดท้าย
Aรุ่นที่ออก DW (A - Z)

   มูลค่าของ DW
  มูลค่าหรือราคาของ DW ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้   

1. มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) 
สามารถคำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคาใช้สิทธิและราคาหุ้นอ้างอิงแล้วปรับด้วยอัตราการใช้สิทธิ โดยมูลค่าที่แท้จริงของ DW แต่ละประเภท คำนวณได้ดังนี้
   
Call Warrant : Max ( 0 , S - X ) / Excercise Ratio


Put Warrant : Max ( 0 , X - S ) / Excercise Ratio
โดยที่ Max ( ) คือ ค่าสูงสุดระหว่างศูนย์และ S – K หรือ K – S (แล้วแต่กรณี)
S คือ ราคาหุ้นอ้างอิง
K คือ ราคาใช้สิทธิ
Conversion Ratio คือ อัตราใช้สิทธิ

จะเห็นได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อมูลค่าที่แท้จริง คือ ราคาหุ้นอ้างอิง เนื่องจากราคาใช้สิทธิและอัตราการใช้สิทธิเป็นค่าคงที่ (ยกเว้นกรณีปรับสิทธิ) กรณีที่ DW มีสถานะ At-the-money (ATM) หรือ Out-of-the-money มูลค่าที่แท้จริงจะมีค่าเป็นศูนย์ (!!! มูลค่า DW อาจไม่เท่ากับศูนย์ถ้ายังมีมูลค่าตามเวลา) แต่ถ้า DW มีสถานะ In-the-money มูลค่าที่แท้จริงจะมีค่ามากกว่าศูนย์

2.มูลค่าตามเวลา (Time Value) สามารถประเมินได้จากส่วนต่างระหว่างมูลค่า DW และ มูลค่าที่แท้จริง กล่าวคือ     

Time Value = DW Value Intrinsic Value

มูลค่าตามเวลาแสดงถึงโอกาสที่ DW จะมีสถานะ In-the-money ในช่วงอายุคงเหลือของ DW ดังกล่าว ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดมูลค่าตามเวลา ได้แก่ อายุคงเหลือของ DWความผันผวนของหลักทรัพย์อ้างอิง (Volatility) และสถานะของ DW เป็นต้น โดยแต่ละปัจจัยส่งผลต่อมูลค่าตามเวลา ดังนี้


ปัจจัยที่มีผลต่อราคา DW

 ทำไมต้องลงทุนใน DW

ใช้เงินลงทุนน้อย
 นักลงทุนสามารถซื้อ DW ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นที่ตนเองสนใจ โดยใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง (Gearing) ซึ่งจะทำใหอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับสูงมากเมื่อเทียบกับเงินลงทุน (ระวัง!!! กำไรสูงกว่า แต่อาจขาดทุนสูงกว่าได้)

ตัวอย่าง
วันที่
ABCD
ABCD07CA
ราคา%การเปลี่ยนแปลงราคา%การเปลี่ยนแปลง
22 พ.ย. 25556.15-0.40-
28 ธ.ค. 25557.1516.26%0.5742.5%

สมมติว่า ABCD07CA มีอัตราการใช้สิทธิเท่ากับ 3.5 หน่วยต่อ 1 หุ้น และนักลงทุนมีเงินลงทุน 1,000,000 บาท ทางเลือกที่นักลงทุนสามารถทำกำไรจากทิศทางราคาหลักทรัพย์ข้างต้น คือ
1) ซื้อหุ้น ABCD จำนวน 162,600 หุ้น ที่ราคา 6.15 บาทต่อหุ้น ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 999,990 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)
2) ซื้อ ABCD07CA จำนวน 569,100 หน่วย ที่ราคา 0.40 บาทต่อหน่วย ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 227,640

จะเห็นได้ว่า การลงทุนใน DW จะมีสถานะเทียบเท่ากับการซื้อหุ้น ABCD 162,600 หุ้น แต่นักลงทุนใช้เงินลงทุนเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 ของเงินลงทุนในหุ้น และยังได้รับอัตราผลตอบแทนถึง 42.5%
เป็นเครื่องมือบริหารการเงิน
กรณีที่นักลงทุนมีพอร์ตการลงทุนเป็นหุ้นและคาดว่าราคาหุ้นดังกล่าวมีแนวโน้มจะสูงขึ้น แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในปัจจุบัน นักลงทุนอาจเปลี่ยนจากการถือครองหุ้นมาเป็นการซื้อ DW ประเภทสิทธิในการซื้อ (Call) แทนได้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารเงินและยังคงทำกำไรจากทิศทางการปรับตัวของราคาหุ้นด้วยเช่นกัน

ขาดทุนจำกัด แต่กำไรไม่จำกัด ลักษณะพิเศษข้อหนึ่งของ DW คือ นักลงทุนสามารถจำกัดผลขาดทุน (Limited downside) ได้เท่ากับเงินลงทุนใน DW แต่สามารถทำกำไรได้ไม่จำกัด (Unlimited upside) ตามทิศทางของราคาหุ้นอ้างอิง
สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
การลงทุนในหุ้นจะสามารถทำกำไรได้ในกรณีที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นกว่าต้นทุนที่ซื้อมา ในขณะที่การลงทุนใน DW สามารถทำกำไรได้ไม่ว่าทิศทางราคาหุ้นจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง โดยนักลงทุนที่คาดการณ์ว่าราคาหุ้นอยู่ในขาขึ้น สามารถลงทุนใน DW ประเภทสิทธิในการซื้อ (Call) และในทางตรงกันข้าม นักลงทุนสามารถลงทุนใน DW ประเภทสิทธิในการขาย (Put) เมื่อคาดการณ์ว่าราคาหุ้นอยู่ในขาลง
มีผู้ดูแลสภาพคล่อง
การซื้อขาย DW ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เพื่อรักษาสภาพคล่องการซื้อขาย DW ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดอายุของ DW และเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าการลงทุนใน DW จะมีสภาพคล่องเพียงพอในการเข้าทำรายการซื้อ-ขาย ที่ราคาตลาด ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด (CIMBS) เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับตลาดหลัทรัพย์ฯ เพื่อทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องการซื้อขาย DW ที่ออกโดย CIMBS

 วิธีการเลือก DW 



ความเสี่ยงจากการลงทุนใน DW



 ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ DW 

คำศัพท์ความหมาย
ราคาใช้สิทธิ
(Strike Price/ Exercise Price)
ราคาที่ DW ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อ / ขาย หุ้นอ้างอิง
อัตราการใช้สิทธิ
(Exercise Ratio)
จำนวนหน่วยของ DW 1 หน่วย สามารถใช้สิทธิซื้อ / ขายหุ้นอ้างอิงได้กี่หุ้น เช่น อัตราการใช้สิทธิเท่ากับ 0.1 หมายถึง ใช้ DW 10 หน่วย ต่อหุ้นอ้างอิง 1 หุ้น เป็นต้น
มูลค่าที่แท้จริง
(Intrinsic Value)
 Call DW: Max (0, ราคาหุ้นอ้างอิง – ราคาใช้สิทธิ)
 Put DW: Max (0, ราคาใช้สิทธิ – ราคาหุ้นอ้างอิง)
โดย Max() หมายถึงค่าที่สูงที่สุดระหว่างศูนย์ และ ราคาหุ้นอ้างอิง – ราคาใช้สิทธิ (หรือ ราคาใช้สิทธิ – ราคาหุ้นอ้างอิง)
มูลค่าตามเวลา
(Time Value)
ราคา DW ในตลาดหลักทรัพย์ฯ – มูลค่าที่แท้จริง
At-the-Moneyสถานะของ DW (ทั้งประเภท Call และ Put) เมื่อราคาหุ้นอ้างอิง = ราคาใช้สิทธิ
In-the-Money สถานะของ Call DW ที่ราคาใช้สิทธิ < ราคาหุ้นอ้างอิง หรือ
 สถานะของ Put DW ที่ราคาใช้สิทธิ > ราคาหุ้นอ้างอิง
Out-of-the-Money สถานะของ Call DW ที่ราคาใช้สิทธิ > ราคาหุ้นอ้างอิง หรือ
 สถานะของ Put DW ที่ราคาใช้สิทธิ < ราคาหุ้นอ้างอิง
พรีเมียม
(%Premium)
อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นอ้างอิงที่ควรจะเป็นในขณะที่ใช้สิทธิหรือ ณ วันครบกำหนดอายุของ DW เพื่อให้ผู้ถือ DW ถึงจุดคุ้มทุน (Break-even) คำนวณได้ดังนี้

อัตราทด
(Gearing Ratio)
ค่าที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคา DW กับราคาหุ้นอ้างอิง โดยบ่งชี้อัตราการเปลี่ยนแปลงของ ราคา DW เมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนไป 1% คำนวณได้ดังนี้

 โดยทั่วไป ยิ่งอัตราทดสูง จะทำให้ DW มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น แต่อัตราทดจะใช้ได้ผลน้อยลง กรณีที่ DW อยู่ในสถานะ out-of-money (OTM) ไปมากแล้ว
 เป็นตัวชี้วัดที่คำนวณง่าย แต่ใช้ได้ไม่ดีในระยะยาว
 ส่วนใหญ่มักใช้ในระยะสั้น
ค่าความผันผวน
(Implied Volatility)
ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์อ้างอิงที่คำนวณจากราคา DW ปัจจุบันในตลาดหลักทรัพย์




 เครดิต i*Trade@CIMB

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

DW Stratgy: กลยุทธการเล่น DW

DW Stratgy: กลยุทธการเล่น DW







DW Stratgy: กลยุทธการเล่น DW



Name:  5603c056a4ba18b121d1e3b6339a39a4.png
Views: 2
Size:  23.4 กิโลไบต์


DW Derivative warrant เป็นตราสารอนุพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งต้นแบบคือ Options ในตลาดอนุพันธ์ แต่ตลาดหลักทรัพย์พบว่า Option ที่เล่นกันในตลาดอนุพันธ์มี volume สภาพคล่องต่ำมาก เนื่องจากขาด market maker ที่สามารถสร้างสภาพคล่องได้เพียงพอ จึงนำมาเปลี่ยนชื่อและให้ broker เป็นผู้ short สร้างตราสาร dw ขึ้นมา DW สามารถนำมาใช้ในการ trading , hedging หรือ ใช้กลยุทธ options ในการลงทุนได้ ซึ่ง กลยุทธ options จะเพิ่มหรือลดอัตราเร่งกำไร หรือเพิ่มลดความเสี่ยงได้

บทความเป็นบทความระดับยาก เป็นตราสารอนุพันธ์ที่ซับซ้อนระดับสูง ไม่เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่
Derivative warrant เป็นตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนซึ่งก็คือหุ้น ตราสารอนุพันธ์จะเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย โดยอิงกับราคาของสินค้าอ้างอิง ตราสารอนุพันธ์จะมีลักษณะที่เป็นสัญญาที่สามารถสร้างให้มีมูลค่ามากกว่ามูลค่าสินค้าอ้างอิงได้ เนื่องจาก การวางเงินประกันในการทำสัญญาสามารถวางประกันแค่ 10 % ของมูลค่าจริง ถ้าปริมาณเงินที่ซื้อขายเท่ากับปริมาณเงินที่ซื้อสินค้าอ้างอิง ก็หมายถึงมูลค่าอนุพันธ์มากกว่าสิบเท่าของมูลค่าสินค้าอ้างอิงได้

Name:  6163fe18e25028620eb50185224f46b1.jpg
Views: 1
Size:  77.6 กิโลไบต์



ในตลาดหลักทรัพย์จะอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้ออกตราสาร DW เป็นผู้ขาย เป็น Market Maker และมีกฏให้ซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่เป็นหุ้นไว้เท่ากับมูลค่า DW ที่จัดจำหน่าย เหตุการณ์ที่ DW จะมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าหุ้นจึงไม่เกิดขึ้น
ผู้ขาย DW ในมุมมองของ ตลาดอนุพันธ์คือผู้ Short contract ไม่ว่าจะเป็น Short put หรือ Short call
Short Put ถ้าสินค้าอ้างอิงราคาเพิ่มขึ้น ผู้ Short จะได้กำไร ได้กำไรเป็นค่า premium ค่าที่ขาย DW ไป ฝั่งผู้ซื้อซึ่งคือรายย่อย ที่ซื้อ put หรือ long put จะเป็นฝ่ายขาดทุน ตรงกันข้ามกัน
Short Call ที่ราคาสินค้าอ้างอิงลดลง Broker จะได้กำไร รายย่อยที่ซื้อ call จะขาดทุน
Call คือ สิทธิ์ในการซื้อสินทรัพย์ มูลค่า Call C จะเพิ่มขึ้นถ้าสินทรัพย์อ้างอิงราคาเพิ่มขึ้น
Put คือ สิทธิ์ในการขายสินทรัพย์ มูลค่า Put P จะเพิ่มขึ้นถ้าสินทรัพย์อ้างอิงราคาลดลง
การสังเกตจะพบว่า ราคาสินทรัพย์อ้างอิงเพิ่มขึ้น C ราคาจะเพิ่มตาม, P ราคาจะลดสวนทางราคาตัวแม่

จะสังเกตว่าไม่ว่าราคาขึ้นหรือลง จะมีฝั่งผู้ขายหรือผู้ซื้อที่เป็นฝั่งได้กำไร เสมอ ไม่ขาดทุนหรือกำไรไปพร้อมกัน จะมีฝั่งนึงเสียเปรียบอีกฝั่งเป็นการถือสถานะตรงกันข้ามกัน ต่างจากหุ้นที่ถ้าหุ้นขึ้น ทุกคนจะกำไรหมด ถ้าถือหุ้นตัวนั้นมา ถ้าหุ้นลงจะกำไรลดหรือขาดทุนได้พร้อมๆกัน

Warrant โดยปกติจะเป็นตราสารที่แปลงเป็นหุ้นที่อ้างอิงได้เมื่อครบอายุตามที่กำหนดไว้ โดยจะกำหนดเป็นอัตราส่วนหุ้นลูกต่อหุ้นแม่ไว้ เช่น 3 หุ้นลูกแปลงเป็น 1 หุ้นแม่ เนื่องจากมีอัตราส่วนเช่นนี้การเคลื่อนไหวของหุ้นแม่แค่ 1% อาจทำให้ warrant หุ้นลูกเปลี่ยนแปลงได้ถึง 4% มีอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นมาก warrant จึงนิยมนำมาเก็งกำไรกันอย่างมากถ้า หุ้นแม่ได้รับความสนใจ ราคาเปลี่ยนแปลงการเล่นหุ้นลูก warrant จะเพิ่มอำนาจกำไรหรือขาดทุนได้มาก
warrant ผู้ที่ออกตราสารจะเป็นบริษัทแม่ที่ต้องการเพิ่มทุนโดยออกเป็น warrant โดยสิทธิ์ที่เทียบกับกับหุ้นแม่ต้องรอจนถึงการแปลงกลับไปเป็นหุ้นแม่ ลักษณะเหมือนการกู้ยืมผู้ลงทุนเดิมและจ่ายผลตอบแทนเป็นหุ้น
เนื่องจากมีระยะเวลานานกว่าจะแปลงเป็นหุ้นแม่ ในระยะเวลาระหว่างนั้นผู้เล่น warrant มักจะนิยมนำมาเก็งกำไร แต่มีข้อเสียที่หุ้นแม่ถ้าเป็นหุ้นที่ไม่มีประเด็น มีความเคลื่อนไหวมาก การเก็งกำไร warrant ก็มักจะไม่ได้รับความสนใจ volume เงียบเหงาได้

Derivative warrant จะเป็นตราสารที่สามารถแปลงกลับไปเป็นมูลค่าเสมือนหุ้นแม่ได้ ที่ใช้คำว่าเสมือนเพราะมักจะหักลบกำไรส่วนต่างเมื่อหมดอายุ ไม่ได้มีการโอนหุ้นกันๆจริง
โดยผู้ออก DW จะเป็น broker ที่ต้องซื้อหุ้นแม่ไว้ในมูลค่าที่เท่ากับที่ขาย DW ให้กับรายย่อย เพื่อเป็นสินค้าอ้างอิงในการคิดหักลบกำไรส่วนต่าง การขาย DW จะมีมูลค่าจำกัดเท่ากับมูลค่าหุ้นแม่ ณ วันที่ทำการออกขาย ที่ทำเช่นนี้เพราะต้องการให้ broker มีหลักทรัพย์จริงที่ใช้อ้างอิงได้ ไม่ใช่สร้าง DW ขึ้นมาจากความว่างเปล่า ซึ่งถ้าเป็น options ปกติ จะสามารถทำเช่นนั้นได้ คือขาย options โดยที่ไม่ต้องถือครองสินค้าอ้างอิง อาจจะเป็นสาเหตุนึงที่


จากภาพให้ดูทางซีกซ้่ายครับ นั่งคือ position ของฝั่งนลท. ส่วนทางขวาเป็น position ของคนออก DW

ปกติแล้วทั้งนลท.และผู้ออกสามารถจะผสมผสาน option หลายๆชนิด เพื่อ lock หรือ กำหนดผลตอบแทนให้ตัวเองได้ครับ ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ ถ้าเราซื้อ PTT เอาไว้ แล้วคิดว่ากลัวว่าหุ้นจะลง แต่ก็ไม่อยากขายเพราะมันอาจจะขึ้นก็ได้ นลท.สามารถใช้ DW หรือ option มาเป็นประโยชน์ได้ครับโดยstrategy ที่เรียกว่า "Protected Put" โดยการซื้อ Put DW ของ PTT ให้มีสัดส่วนเท่ากับ "Hedge Ratio" ในราคาที่เหมาะสม โดยผลที่ได้คือ ถ้า PTT ลงจริงๆ เราจะได้เราจะได้กำไรจาก DW มาชดเชยกับ Loss ของ หุ้นที่เราถือ ในขณะที่ถ้าหุ้นขึ้น เราก็จะได้กำไรจากหุ้นที่ถือเหมือนเคย


Name:  993d13b9364819786256d40894f4e23a.gif
Views: 2
Size:  10.0 กิโลไบต์



ข้อพิจารณาของ Derivative Warrant


ในสัญญาของ Derivative Warrant ที่ออกขายโดย broker จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ หุ้นอ้างอิง ราคาที่ใช้อ้างอิง ทิศของสัญญา อัตราส่วนการแปลง วันหมดอายุ โดยเราจะสังเกตุ หุ้นอ้างอิง ทิศของสัญญา Type C,P เดือนที่หมดอายุ ได้จากชื่อของ DW เช่น AOT01C1405A , AOT เป็นหุ้นอ้างอิง, 01 broker id, C call ถ้าสินค้าอ้างอิงราคาขึ้น มูลค่า DW จะเพิ่มขึ้น ตรงข้ามกับ P put , 1405 expired date พค. 2014, A series id

ส่วนในรายละเอียดอื่นๆ ต้องดู ใน สัญญา ของ broker ที่ออก DW AOT01C1405A

  • Strike 170, คือราคาสิทธิ์ที่สามารถแปลงเป็นหุ้นแม่แล้วอาจได้กำไร เป็น intrinsic value หรือมูลค่าจริง ที่ใช้คำว่าอาจเพราะถ้า AOT อยู่ต่ำกว่า 170 DW นี้จะไม่สามารถแปลงใช้สิทธิ์ได้ intrinsic value=0 แต่ถ้า >170 DW นี้จะสามารถแปลงได้ ส่วนจะกำไรหรือไม่ เกี่ยวข้องกับราคาที่ซื้อ DW มา อันตรายร้ายแรงถ้าถือ DW นี้มาจนหมดอายุแล้ว AOT<170 DW นี้ก็คือเศษกระดาษธรรมดามีค่าเท่ากับ 0 บาท ได้ การคิดจะซื้อแล้วถือ DW ลงทุนจึงเป็นเรื่องอันตรายที่เงินต้นจะหายไปทั้งหมดได้

  • Ratio 38:1, 38 DW แปลงเป็น 1 หุ้นแม่ ใช้คำนวณมูลค่าแต่โดยปกติจะใช้เครื่องมือของ broker คำนวณให้ว่าจริงๆแล้วมีมูลค่าจริงเท่าใด ไม่ต้องคำนวณเอง

  • Expire date 2014-06-05: วันหมดอายุ DW ที่ต้องแปลงในกรณีที่แปลงได้ หรือ =0 ในกรณีที่ราคาหุ้นแม่ไม่ถึง strike


นอกจากนั้นยังมีค่าคำนวณที่ broker ใช้ค่าต่างๆมาคำนวณราคาที่เหมาะสมต่างๆ ซึ่งค่าเหล่านี้จะไม่ได้ระบุใน contract แต่ใช้ราคา อัตราทด ค่าความแกว่ง delta volatility ซึ่งค่าเหล่านี้เราไม่จำเป็นต้องคำนวณเองแต่ต้องทำความเข้าใจในการประเมินมูลค่า

  • Premium 17%, ราคาปัจจุบันแพงกว่ามูลค่าจริงรวม(intrinsic+time) 17% เป็นเรื่องประหลาดที่มีการเก็งกำไรของที่แพงกว่ามูลค่าจริงถึง 17% สภาวะนี้จะเป็นอยู่ได้ยาวนานบางทีก็เพิ่มมากขึ้นไปถึง 30% แพงกว่ามูลค่าจริงได้

  • Intrinsic Value 0.03, มูลค่าจริงถ้าแปลงไปเป็น AOT ด้วย Ratio ที่ระบุ

  • Time Value 0.77, มูลค่าจากเวลา เป็นมูลค่าที่มีความหมายว่า AOT อาจขึ้นไปได้มากกว่าราคาปัจจุบัน เป็นค่าความคาดหวังที่ตลาด ผู้เล่นคาดหวัง แต่เทคนิคการคิดจริงๆ คือ นำ intrinsic value มาหักออกจาก ราคาปัจจุบัน time value นี้เนื่องจากเป็นค่าความหวังดังนั้นเมื่อเวลาเข้าใกล้ expire date time value จะลดค่าลงได้ทุกวันปรากฏการณ์นี้จะเรียกว่า time decay เสื่อมจากเวลา และที่น่าตกใจอย่างมากจะพบว่า DW มีค่าจริงแค่ 0.03 แต่มี ค่าคาดหวัง 0.77 ค่าคาดหวังมากกว่ามูลค่าจริงเกือบ 40 เท่า

  • Gearing 3.33, ในกรณี AOT>170 ITM in the money สามารถแปลง DW เป็นหุ้นแม่ได้ (ในทางปฏิบัติจะไม่มีการแปลง แต่หักลบกำไรจ่ายส่วนต่าง) ถ้า AOT ขยับ 1% DW นี้จะขยับ 3.33%

  • จุดคุ้มทุน break even 201 : ถ้า AOT ณ วันหมดอาย DW เกินราคานี้ 201 DW นี้จะคุ้มค่าต่อการแปลงสินทรัพย์ สังเกตว่า strike ที่ 175 แต่จุดคุ้มทุนจริงๆ อยู่ห่างถึง 201 ที่เป็นเช่นนี้เพราะ time value ที่สร้างราคาส่วนเกินขึ้นมา


ข้อน่าสังเกตและระมัดระวังอย่างมากคือ จะเห็นว่า Time value คือค่าคาดหวังมีมูลค่าในราคาที่ซื้อขายเป็นสัดส่วนมาก เกือบทั้งหมดของมูลค่า เหมือนซื้อขาย DW บนความคาดหวังล้วน ๆ มูลค่าจริงเป็นแค่ 4% ในราคาซื้อขายจริง การซื้อแล้วถือครองถ้าราคาหุ้นแม่ไม่ขยับไปไหน และเกิด time decay ต่อเนื่อง 96% ของที่ซื้อมาจะเสื่อมราคา หายไปเป็น 0 เหลือมูลค่าจริงแค่ 4% ในสิ่งที่ซื้อมา เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่งถ้าขาดทุน -96%
นอกจากนั้น ถ้า intrinsic =0 ราคาสินทรัพย์อ้างอิงมาไม่ถึงระดับ strike DW ที่ถือจะมีมูลค่าเป็น 0 ณ วันที่หมดอายุ การขาดทุนที่มูลค่าเป็น 0 ก็คือหมดตัวถ้าซื้อ DW ทั้ง port ในตัวที่ intrinsic =0 ในวัน expired

Gearing จะสร้างอำนาจการทำกำไรขาดทุนให้มีปริมาณที่สูงขึ้นจาก ตารางคำนวณ volatility 
ถ้าราคา AOT เปลี่ยนจาก 172 เป็น 174.5 +1.45%
ราคา DW จะเปลี่ยนจาก 0.79 เป็น 0.82 +3.79% 
จะเห็นว่าความการเปลี่ยนแปลงของ DW มีความน่าจูงใจให้เก็งกำไรอย่างมาก ด้วย % การเปลี่ยนแปลงที่มาก และหุ้นแม่ที่มีประเด็นความนิยม มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องโดยหุ้นแม่มักเป็นหุ้นที่เป็นกิจการมั่นคงใหญ่โต แต่เนื่องจากมีการเติบโตน้อยราคาที่เปลี่ยนแปลงถ้าคิดเป็น % ก็จะน้อย DW จึงเป็นหนทางในการเก็งกำไรที่น่าสนใจอย่างมาก


Name:  44c17c787893229da41fbf5a97cbf468.jpg
Views: 1
Size:  25.4 กิโลไบต์





กลยุทธสำหรับ Derivative Warrant


การลงทุนหรือซื้อขายให้ได้กำไรใน DW สามารถมีทางเลือกให้หลายแบบในทางทฤษฎี(แต่ในทางปฏิบัติมีน้อยเท่าเดิม) เช่น การเก็งกำไรทิศทาง direction, การประกัน hedging, combined option strategy



การเก็งกำไร


การเก็งกำไรหรือการซื้อถูกขายแพงมักจะมีความนิยมเสมอในทุกๆการลงทุน การซื้อมาแล้วขายไปให้แพงกว่าที่ซื้อเป็นกลยุทธพื้นฐานที่ไม่แม้แต่การลงทุนเท่านั้น การทำธุรกิจ การพนันแบบถูกกฏหมายในต่างประเทศ การพนันแบบผิดกฏหมาย ล้วนแต่ใช้กลยุทธแบบนี้ได้ทั้งสิ้น การประเมิน การเดา หรือการตั้งใจสร้างกลยุทธ ในการตัดสินใจซื้อขาย DW ก็จะเป็นสินทรัพ์ที่น่าสนใจ การวิเคราะห์ราคาจะวิเคราะห์ทิศทางราคาของหุ้นแม่แล้วเลือกทำการซื้อขาย DW ที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงมากเมื่อเทียบกับตัวแม่

ถ้าคาดการณ์ว่าหุ้นแม่จะมีทิศทางขึ้น การเลือกซื้อ Call C (ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของชื่อ DW) ก็จะสามารถทำกำไรอย่างดี ซื้อราคานี้เพื่อไปขายราคาที่แพงกว่า 
การซื้อ Put P ก็จะเหมาะถ้าคาดการณ์ว่าราคาหุ้นแม่มีทิศทางลง

การประเมินราคาที่เหมาะสมของ DW ที่มี intrinsic value มูลค่าจริงเป็นแค่ส่วนประกอบไม่ถึง 5% ของราคาที่ซื้อ จะเป็นเรื่องที่เกินจริงมากเกินไป เพราะความน่าจะเป็นที่ของสิ่งๆนึงจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 20-30 เท่าในระยะเวลา 1 ปี มักจะเป็นลักษณะการพนันที่อัตราผลตอบแทนจะเป็นหลายสิบเท่าแบบนี้ เพราะโอกาสที่เกิดขึ้นจะน้อยมาก ผลตอบแทนจึงเหมาะสมกับโอกาสที่เป็นไปไม่ได้เหล่านี้ 

การเก็งกำไรมีหลักการที่ง่ายๆว่า ซื้อมาราคาเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องขายให้ได้แพงกว่าที่ซื้อมา ซื้อแพงแล้วขายแพงกว่า ก็ได้ ขอให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้องก็จะสร้างกำไรได้ดี



Hedging ป้องกันความเสี่ยง


Derivative จะมีจุดประสงค์เริ่มต้นที่สร้างขึ้นมาเพิ่มป้องกันความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์ที่ทิศทางราคาไม่เป็นประโยชน์ ราคาลดลงแต่ก็ยังต้องการถือต่อไป การใช้ derivative จะทำได้ในลักษณะซื้อประกันภัย ประกันว่าถ้าราคาลดลง derivative จะจ่ายชดเชยเป็นกำไรส่วนต่างมาให้
กลยุทธแบบนี้ถ้าซื้อ AOT ก็จะซื้อ long put AOT ที่เมื่อราคา AOT ลดลงราคา put ก็จะเพิ่มขึ้นสวนทิศทางกัน มูลค่าของ AOT ที่ลดลงก็จะเพิ่มขึ้นใน put ชดเชยกันไป และการซื้อประกัน ซื้อ long put จะใช้ทุนที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนใน AOT 
มูลค่าการลงทุนที่น้อยใน Derivative ทิศทางมุลค่าที่สวนทิศกับสินทรัพย์ปกติ Derivative ก็คือการประกันชนิดนึงนั่นเอง

ในทางปฏิบัติการใช้ DW แม้จะคำนวณจาก ratio อัตราการแปลง DW เป็นหุ้นแม่ เราก็จะสามารถทราบถึงจำนวน DW ที่ต้องซื้อประกันเพื่อให้ครอบคลุมมูลค่าหุ้นแม่ได้
แต่เนื่องจากราคาที่ซื้อต้องจ่ายเมื่อซื้อ DW จะประกอบไปด้วย intrinsic มูลค่าจริงที่แปลงเป็นหุ้นแม่แล้วยังมี time value ที่เป็นราคาคาดหวัง การซื้อประกันชนิดนี้จึงต้องระมัดระวังให้มาก
การคำนวณว่าต้องซื้อประกัน DW ด้วยจำนวนเท่าใดจาก ratio เมื่อจะทำการซื้อ DW จริงอาจพบว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะราคา DW มี time value ที่มีมูลค่าแพงเกินความจำเป็นถ้าแพงน้อยกว่า 10% ของ intrinsic value ก็อาจเป็นที่ยอมรับได้ แต่ถ้าแพงระดับ 20 เท่าของ intrinsic value เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าประกันจะลดลงแบบน่าใจหาย เป็นการละลายเงินไปกับการประกันที่ไม่มีทางที่ให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่า
แม้ว่าค่า premium จะแพงกว่ามูลค่ารวม(intrinsic+time) ไม่มาก 17%(ในลักษณะของหุ้นการซื้อแพงขนาดนี้นับว่าไม่ธรรมดาที่กล้าซื้อของแพงมากขนาดนั้น) แต่จะพบว่า premium อาจเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ไป ถึง 30%-50% ได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือน เพราะ time value ลดค่า time decay ที่จะเกิดขึ้นทุกวันนั่นเอง

ถ้าราคา DW มีราคาที่เหมาะสม มี time value เป็นส่วนประกอบที่เล็กน้อยของราคาซื้อขาย การทำประกัน hedging ด้วย DW ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะจะใช้เงินลงทุนที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของหุ้นแม่ 

ทางออกหนึ่งที่เหมาะสมในการทำประกันคือการใช้ future contract ที่มี time value เล็กน้อย basis bias เช่น AOT ที่ 171 future contract ราคาที่เหมาะสม 173 , basis 2 อาจมองเป็น time value ซึ่งเป็นส่วนเล็กน้อยถ้าเทียบกับ 171 แม้ time value หรือ basis 2 จะกลายเป็น 0 ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากงวลนัก 
การลงทุนใน future ก็ใช้เงินจำนวนน้อยเช่นกันแต่อาจมีข้อเสียที่ contract ที่นิยมมักจะมีอายุ 3 เดือน แม้จะมี contract ที่อายุนานกว่านั้นก็ไม่นิยม มี volume ไม่มากพอ เมื่อหมด 3 เดือนก็ต้องทำการ rollover หรือปิด contract เดิม เปิด contract เดือนใหม่



Combined Option Strategy


เนื่องจาก DW ที่เปลี่ยนชื่อมาจาก options จะสามารถใช้กลยุทธเดียวกับ option ได้ แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถใช้การ short ขาย dw ได้ 

การ open short คือการส่งคำสั่งที่ต้องการขายสัญญาให้ผู้ซื้อ เป็นการขายสัญญาซึ่งมี แต่ broker เท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้สำหรับ dw แต่ถ้าเป็น option นักลงทุนทุกรายจะสามารถทำแบบนี้ได้
การขาย open short จะทำกำไรได้เมื่อ สินทรัพย์อ้างอิงไม่เป็นไปตามสัญญา การขายสัญญา open short ก็จะสร้างกำไรให้ผู้ขายเมื่อสัญญาหมดอายุ
ข้อดีของ open short คือการขายจะได้เงินมาจากผู้ซื้อทันที แต่จะมีข้อเสียถ้าสินทรัพย์อ้างอิง สามารถมีระดับราคาไปตามที่สัญญาระบุ การขาดทุนจะมีอย่างไม่จำกัด
ข้อกังวลนี้เหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าวิตกแต่ในความเป็นจริง ราคาสินทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงไม่มากนักในเวลา 1 ปี เช่น ราคา AOT 170 จะไม่เหลือ 80 บาทในเวลา 1 ปี แต่จะขยับปีละ 20-30 บาทซึ่งเป็นระยะที่อาจคาดเดาได้ง่ายจากมุมมองของผู้ขาย

สำหรับรายย่อย สิ่งที่ทำได้คือการ open long ไม่ว่าจะเป็น long call ซื้อสัญญา call ที่ราคาจะเพิ่มตามสินทรัพย์ที่ราคาเพิ่มขึ้น , long put ซื้อสัญญา put ที่ราคาสวนทางกับทิศราคาสินทรัพย์

แต่ข้อเสียของ option, dw คือมี time decay ที่จะลดลงเองตามเวลาที่ผ่านไปโดยที่ราคาสินทรัพย์อ้างอิงไม่ได้ขยับไปไหน
ทางแก้ปัญหานี้คือใช้ combined options strategy ที่ให้ time decay ของ call ชดเชยด้วย time decay ของ put ซึ่งโดยปกติ time decay ของสินทรัพย์เดียวกันจะมีอัตราลดลงที่ใกล้เคียงกันเรียกว่าค่า theta hedging
โดยใช้ dw ที่มีค่า theta ที่เป็นค่า +- ใน สินทรัพย์เดียวกัน
แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยังไม่เหมาะที่จะทำแบบนี้ได้เพราะ ราคา strike price ที่มีแค่บางราคา มี theta ที่ไม่สามารถหักลบกันได้ 0 พอดี การแก้ปัญหา เรื่อง time decay ก็จะทำได้ไม่สำเร็จ ถ้า theta รวมไม่เท่ากับ 0 จริง ราคาที่ซื้อก็จะถูก time decay ลดมูลค่าลงได้



Long Strangle


กลยุทธที่ไม่ต้องการทายทิศทาง Strangle กลยุทธประหลาด strange จะซื้อ long ทั้ง call และ put ในสินทรัพย์เดียวกันที่ strike price ที่ต่างกันซึ่งเหมาะการการคาดการณ์ว่าราคาของ สินทรัพย์จะเหวี่ยงแรงไปในทิศทางขึ้นหรือลงอย่างรุนแรง ถ้าเลยจุดคุ้มทุน break even(เกินราคา strike ไปอีก) ก็จะสามารถทำกำไรได้ ถ้าปล่อยให้หมดอายุไป 
การทำเช่นนี้ถ้าช่วงห่างระหว่าง strike ของ call ,put อยู่ในช่วงแคบจะทำให้ค่า break even เกิดขึ้นง่ายกว่า strike ที่อยู่ห่างกันมากๆ ถ้า strike ของ call put เป็นจุดเดียวกัน จะเรียกว่า straddle หรือสรุปได้ว่า
long strangle: buy 1 OTM call/ buy 1 OTM put 
long straddle: buy 1 ATM call/ buy 1 ATM put
OTM out of the money สัญญาที่ราคาสินทรัพย์ยังไม่ถึง strike price ไม่สามารถแปลงได้ มีแค่ time value ในราคาซื้อขาย
ATM at the money สัญญาที่สามารถแปลงสินทรัพย์ได้ ราคาอยู่ในบริเวณ strike price ใน option ที่สมบูรณ์ จะมี strike price ของ option ทุกระดับราคาที่เป็นไปได้ เช่น call 170, call 175, call 180 ถ้าราคามาอยู่ที่ 171 , call 170 จะเรียกว่า ATM แต่ถ้าราคาไปที่ 177 , call 170 จะเรียกว่า ITM in the money

กลยุทธ straddle ยากที่จะเป็นจริงเพราะ การขาย DW ของ broker จะเป็นกลยุทธ short strangle เสมอไม่มีแบบ straddle เมื่อไม่มีผู้ขาย ผู้ซื้อที่เป็นรายย่อยก็จะไม่สามารถทำได้ จึงมีแค่ strangle 

กลยุทธ long strangle ดูเหมือนจะดีที่ไม่ต้องทำนายทิศทางของ ราคาสินทรัพย์ ขึ้นก็ได้กำไรจาก call ลงก็ได้กำไรจาก put 
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ราคาซื้อที่ต้องจ่ายไปกับ C,P จะเป็นค่าที่แพงเกินความจำเป็นทำให้ break even จุดคุ้มทุนอยุ่ห่างจากความเป็นจริงมาก

จากภาพ payoff diagram นำกลยุทธ strangle ที่รายย่อยจะทำได้แค่ long strangle โดยมี strike call 170, strike put 224 ราคาที่ broker นำ DW ออกขาย underly อยู่ที่ 175 ราคาปัจจุบัน อยู่ที่ 171 
โดยมี break even call ที่ 201 , break even put ที่ 160 
ราคาปัจจุบันที่อยู่ 171 จากตอนที่ออก DW ที่ 175 ราคาแม้มีการ swing แต่ย้อนกลับมาที่เดิม และเวลา expired ที่จะเกิดขึ้นในเดือน มิย. อาจดูเหมือนนาน 6 เดือน แต่การที่ราคาจะ swing ไปที่ 201 ก็จะเป็นเรื่องที่ยาก ขึ้น 30 บาท
ส่วน break even put ที่อยู่ที่ 160 อาจมีโอกาสที่เป็นไปได้ แต่ก็โอกาสน้อยเช่นเดิมเพราะ ผู้ที่ออก broker มีแรงจูงใจบางอย่าง ต้องดูที่ payoff diagram ของฝั่งขาย dw broker ที่ใช้ short strangle

ณ วันที่ broker ออก DW broker ได้ซื้อ AOT ที่ 175 ไว้โดยมี model ดังนี้
ถ้าราคา ณ ราคาระหว่าง strike 170-224 broker ที่ออก dw จะได้กำไรเป็นค่าที่ขาย ณ วันแรก และไม่ต้องจ่ายคืนอะไรในวันที่หมดอายุ เป็นกำไรของ broker ที่ออก dw ล้วนๆ
โอกาสที่ ราคาจะตกอยู่ 170-224 มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้น โอกาสที่ broker จะได้กำไรไปทั้งหมดจากการใช้กลยุทธนี้มีสูงมาก และ broker เองก็เป็นผู้ที่ถือครอง AOT จำนวนมาก ณ วันที่ออก DW มีกำลังอำนาจ จำนวนหุ้นเพียงพอ ที่จะผลักดันราคาให้อยู่ในช่วงราคาที่กว้างดังกล่าว 
ถ้าราคา วิ่งเกิน 170-224 broker อาจขาดทุน ต้องบันทึกขาดทุนและจ่ายให้รายย่อยที่ long dw เป็นเรื่องที่ใครๆก็นึกออก ว่า broker คิดจะทำอะไร 

คิดให้ละเอียดขึ้น ณ ราคาปัจจุบัน
broker ที่ออก DW จะมีกำไรถ้าราคา AOT อยู่ที่ 160-201 ต่างไปจาก model ณ วันออก DW เล็กน้อย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะ time value ที่เปลี่ยนแปลงมูลค่าทำให้ break even เปลี่ยนแปลง
ที่ราคา 160-170, 175-201 คือราคาที่ รายย่อยเริ่มขาดทุนน้อยลง broker กำไรน้อยลง แต่ก็ยังกำไรอยู่ โดยถ้าราคาไปอยู่ระหว่าง 175-201 broker ก็ยังมีกำไรจาก AOT ตัวแม่ที่ซื้อไว้เมื่อออก DW
กำไรที่แท้จริงของ broker จะเป็นกำไรที่ได้มาอย่างง่ายๆ ณ วันที่ออก dw และมีการหักส่วนต่างในวันที่หมดอายุ ที่มีโอกาสน้อยมากที่จะขาดทุนได้ หุ้นก็อยู่ในมือของ broker นั้นเยอะด้วย
จุด break even จะเป็นจุดที่น่าพิจารณา ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
160-201 คือ killing zone ที่ broker จะได้เปรียบรายย่อยนั่นเอง

ณ ราคาปัจจุบัน 171 ภาพขวาบน ก็ได้เปรียบเทียบว่าราคานี้ กลยุทธแบบไหนจะได้กำไร ส่วนมากจะขาดทุนโดยถ้าซื้อ AOT ตัวแม่ 175 ก็จะขาดทุนเล็กน้อย แต่ถ้าใช้ DW ในฝั่งรายย่อย call put หรือ long strangle ก็ขาดทุนรุนแรงแทบทั้งสิ้น มีแต่ short strangle ของ broker ที่กำไรยังดีอยู่

ข้อน่าสังเกตจากภาพซ้ายบนคือ model value ที่ intrinsic ควรเป็นส่วนมากของราคาซื้อขายแต่ในความเป็นจริงกลับสลับกับ value model สร้างความเสียเปรียบให้รายย่อยมากจนเกินไป


Name:  a52ea2ddf7e66d6e0a3535dd61155b54.png
Views: 2
Size:  19.3 กิโลไบต์





สรุป


การลงทุน DW หรือ option ฝั่ง long กลยุทธใดที่รายย่อยใช้ ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะจะเป็นการขยายขนาดกำไรและขาดทุนได้มาก จากกลยุทธที่หลากหลายและเป็นไปได้ การเก็งกำไร ซื้อแพง(เพราะ time value แพงมากเมื่อเทียบกับ intrinsic) แล้วไปขายที่แพงกว่าจะเป็นกลยุทธเดียวที่เหมาะสม การคือครอง DW ยาวนาน หรือปล่อยให้หมดอายุ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เหมือนการเก็งกำไรในใบจองคอนโดที่ไม่มีผู้ต้องการอยู่อาศัยจริง ขายใบจองต่อไปเรื่อยๆ DW อาจเป็นงานอดิเรกของนักเก็งกำไรได้ แต่ถ้าใช้เป็น port ลงทุนหลักจะเจอสภาพ time decay ที่กัดกร่อน port ลงทุนหลักได้อย่างน่ากลัว



Name:  b74a8b3dbbe1a60ee7c71835ecf0f371.png
Views: 2
Size:  125.2 กิโลไบต์


" Derivatives are financial weapons of mass destruction " : Warren Buffett








ขอขอบคุณข้อมูลจาก 

>> set.or.th
>> settrade.com
>> blswarrant.com
>> itrading.bualuang.co.th
>> thaiwarrant.com
>> kgieworld.co.th
>> mqwarrants.co.th
>> phatrawarrant.com
>> fundmanagertalk.com

เครดิต: Jet_Lag 

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

BEM หุ้นครบเครื่อง เป้าพื้นฐาน 5.70-6.50 บ.


3 โบรกวิเคราะห์หุ้น BEM ก่อนเข้าเทรดพรุ่งนี้ หลังการควบรวมระหว่างBECL และ BMCL  มองเป็นบริษัทสมบูรณ์แบบพร้อมที่จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจคมนาคมไทย ให้ราคาเป้าหมายปีนี้  5.70-6.50 บาท

บล.ทรีนิตี้ ระบุว่า  การควบรวมระหว่าง BECL และ BMCL เป็นการนำจุดเด่นของทั้งสองบริษัทแต่เข้ามาเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างบริษัทด้านคมนาคมที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการเข้าประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานทั้งในและนอกประเทศ ด้วยจุดแข็งในด้าน (1) ฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อรองรับงานประมูลโครงสร้างพื้นฐานทั้งรถไฟฟ้า ทางด่วน และมอเตอร์เวย์ ที่คาดว่าจะสามารถเริ่มทยอยออกประมูลได้ในช่วงต้นปี 59 นี้

รวมทั้ง (2) ศักยภาพในการบริหารจัดการระบบขนส่งครบทั้งระบบราง และทางด่วน และ (3) เพิ่มโอกาสเติบโตด้านการบริหารและพัฒนาเชิงพาณิชย์ให้กับบริษัทลูกอย่าง BMN จากการคำนวณด้วยราคาปิด ณ วันที่ 18 ธ.ค. 58 ของ BECL ที่ 45.25 บาท และ BMCL ที่ 2.22 บาท ทำให้ได้ราคาหุ้น BEM ที่ 5.26 บาทต่อหุ้น และด้วย upside 12% ประกอบกับอนาคตที่สดใสอย่างมากของธุรกิจ เราจึงแนะนำซื้อลงทุน ด้วยราคาเป้าหมาย 5.90 บาท

ฝ่ายวิจัยระบุว่า BEM จะเข้าสู่ยุคทองตั้งแต่ปี 59 ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 2 เส้นทางบน (1) ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกราว 3Q59 และ (2) รถไฟฟ้าสายสีม่วงในวันที่ 12 ส.ค. ซึ่งคาดจะทำให้รายได้รวมขยายตัวได้เฉลี่ยถึงปีละ 25% และ EPS  ในช่วง 5 ปีข้างหน้าเติบโตได้ถึง 32% (CAGR) นอกจากนี้ด้วยจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนผู้ชมสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ที่มากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจสื่อโฆษณาบนรถไฟฟ้าของบริษัทลูกอย่าง BMN ค่อยๆเติบโตขึ้น และจะเติบโตชัดเจนอย่างมากเมื่อการขนส่งมวลชนระบบรางครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2562 หรือในอีก 4 ปีข้างหน้า

จากการคำนวณด้วยราคาปิด ณ วันที่ 18 ธ.ค. 58 ทำให้ได้ราคาหุ้น BEM ที่ 5.26 บาทต่อหุ้น และด้วย upside 12% ประกอบกับอนาคตที่สดใสอย่างมาก เราจึงแนะนำซื้อลงทุน ด้วยราคาเป้าหมาย 5.90 บาท (ทางด่วน 1.80 บาท รถไฟฟ้า 3.22 บาท BMN 0.19 บาท และ Investment  0.69 บาท)

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า BEM เป็นหนึ่งในบริษัทที่สมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจคมนาคมไทย ทั้งในเรื่องโครงสร้างรายได้ที่มั่นคงจากสัมปทานในมือมากถึง 7 ฉบับ ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายหลังการควบรวม และโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ที่จะอยู่เบื้องหลังสนับสนุนธุรกิจทั้งในแง่ก่อสร้าง (CK) คู่สัญญา (รฟม.) สถาบันการเงิน (KTB, BBL) ส่งผลให้บริษัทพร้อมจะเป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อรับงานด้านคมนาคมในทุกรูปแบบ และในทุกภูมิภาค

ทั้งนี้ BEM ถือเป็นหุ้นที่ครบเครื่องทั้ง Defensive , Growth , Dividend เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาว ปัจจุบันรราคาหุ้นคิดเป็น PER16 เพียง 25.3เท่า ถือว่ามีส่วนลดจาก BTS มากถึง 40% แนะนำซื้อสะสมด้วยราคาเป้าหมายปี2559 ที่
6.50บาท/หุ้น

บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดว่าเมื่อ BECL กับ BMCL รวมกิจการกันแล้วเป็น BEM ก็จะกลายเป็นหลักทรัพย์ในกลุ่มขนส่งที่ใหญ่รองลงมาจาก AOT ที่ดำเนินธุรกิจบริหารสนามบิน และในอนาคตก็คาดว่าจะมีโอกาสสูงมากที่จะถูกจัดเข้าไปคำนวณใน SET50 ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่สูงกว่า 75 พันล้านบาท (ถือเป็นลำดับที่ 41 ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์ไทย)

ด้านส่วนครองตลาดของธุรกิจก็ถือว่ามากที่สุด เพราะมีความยาวของทางด่วนเป็น 87.2 กิโลเมตรจากทั้งหมด 272.8 กม. และมีระยะทางการวิ่งของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยาวถึง 70 กม. จากทั้งหมดที่ 134.8 กม. จึงมีส่วนครองตลาดอยู่ที่ประมาณ 31% และ 52% ตามลำดับ ทั้งนี้ BEM จะมีข้อดีคือ การรวมกิจการกันจะได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งด้านกระแสเงินสดจาก BECL ส่วน BMCL จะมีจุดเด่นด้านแนวโน้มการเติบโตที่สดใส จึงแนะนำซื้อ BEM ประเมินราคาพื้นฐานด้วยวิธี SOTP ไว้ที่ 5.70 บาท

เจาะลึก BMCL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน PART 2!

เจาะลึก BMCL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน PART 2!

มาต่อกันครับ ใครยังไม่ได้อ่าน Part 1 ที่ผมวิเคราะห์ BECL สามารถไปอ่านแบบเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ:
คราวนี้เรามาดูอีกบริษัทหนึ่งที่จะมาควบรวมกัน คือ BMCL ว่าเป็นอย่างไรบ้างนะครับ
First Look
01
กับ P/E ที่ N.A. นั่นคือยังไม่มีกำไร ขาดทุนอยู่ครับ รวมทั้งขาดทุนสะสมยังมีอยู่มาก อีกทั้ง P/B ยังสูงไปถึง 5.13 อีกต่างหาก
02
จะเห็นว่าบริษัทมีขาดทุนสะสมลดลงปริมาณจำนวนมาก นั่นเกิดจากบริษัทลดทุนจดทะเบียนจาก 1 บาท ไปเป็น 0.37 บาท ทำให้ขาดทุนสะสมหายไปนั่นเอง ถามว่าดีไม่ ไม่ดีเลยครับในฐานะผู้ถือหุ้นเพราะทุนลดลง แต่บางคนอาจจะมองว่าดีก็ได้คือบริษัทจะมีกำไรได้เร็วขึ้นจ่ายปันผลได้เร็วขึ้น etc.
03
มาดูงบกำไรขาดทุนกันบ้างก็พบว่าใน Q3 บริษัทขาดทุนไปถึงสี่ร้อยกว่าล้านบาท หลักๆ จะเห็นว่ามาจากค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายทางการเงินเป็นหลัก (ดอกเบี้ยเงินกู้) ซึ่งบางคนอาจจะมอง EBITDA แล้วว่ากำไร แต่ค่าเสื่อมเป็นอะไรที่ต้องคำนวณครับ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับ asset อย่างการทำรถไฟฟ้า จะต้องคิดค่าเสื่อมให้ถูกต้องบริษัทถึงจะอยู่ในธุรกิจได้ในระยะยาว แล้วอย่างที่เคยดูไปใน BECL เรามาดู Operating Profit ต่อ อัตราดอกเบี้ยกันหน่อย
บริษัทมีรายได้รวม  2,148 ล้านบาท
บริษัทมีค่าใช้จ่าย รวมตัดจำหน่ายค่าสัมปทานรวม 2,025 ล้านบาท
มี Operating Profit = 2,148 – 2,025 = 123 ล้านบาท
มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 341 ล้านบาท
จับอัตราส่วน Operating Profit / ดอกเบี้ย = 0.36
เรียกว่า Operating Profit ยังไม่ cover ดอกเบี้ยเลยครับ อันนี้หากออกหุ้นกู้มาผู้ซื้อโปรดใช้วิจารณญาณ
04
05
แวะมาดูสัญญาสัมปทานนิดหนึ่ง จะเห็นว่าเงินที่ต้องจ่าย รฟม. ทั้งสิ้น 43,567 ล้านบาท  และยังต้องมีแบ่งจ่ายจากรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์อีกด้วยครับ
ความเสี่ยง
เรื่องแรกที่เห็นเด่นชัดน่าจะเป็นการก่อสร้างตามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ อีกจุดหนึ่งที่ต้องดูคือค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบรถไฟฟ้าเป็นยูโร ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการผันผวนของค่าเงินอยู่ สำหรับตัวผมเองหลังจากอ่านที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัททำการ forecast รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว ออกมาค่อนข้างจะสวยหรูพอสมควร ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะออกมาดูดีขนาดนั้น เพราะพื้นที่สายสีม่วงนั้นคนขึ้นรถไฟฟ้า น่าจะน้อยกว่าพื้นที่สายสีน้ำเงินซึ่งเป็นตัวเมือง รายได้ไม่น่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดนขนาดนั้น สามารถไปโหลดอ่านได้นะครับตาม link นี้:
ค่อนข้างยาวพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น forecast หรือเดา  รายได้ในอนาคตซึ่งควรจะต้องฟังหูไว้หูเป็นหลักครับ
My Take on BMCL
ถ้าวัดกันตามหลัก Ben Graham ที่พูดไว้ใน security analysis แล้ว ก็ต้องบอกว่าเป็น water stock หรือหุ้นหนี้เยอะ และไม่ทำกำไร ต้องเพิ่มทุน pp ลดทุน ล้างหนี้กันมโหฬารบาทตะไท และล่าสุดกำไรก็ยังไม่ครอบคลุมดอกเบี้ยอีกซึ่งผมมองว่าหนัก แต่ water stock เองก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นหุ้นที่ดีมีคุณค่าได้นะครับ หากสามารถขยายกิจการจนโตมากพอที่จะชำระหนี้ได้ (หรือกำไรเป็นหลายเท่าของดอกเบี้ย อย่างกรณี BECL) สำหรับ defensive investor ขอไม่แนะนำเลยครับ
ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัท BMCL จะไปควบรวม BECL ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่ามาก (มากๆๆ) นั่นก็ขึ้นอยู่กับอนาคตหลังควบรวมว่าจะเกิดอะไรขึ้น
บทสรุป BECL + BMCL
โดยทั่วไปแล้วการควบรวมนั้นให้ผลเสียมากกว่าผลดี ยิ่งการควบรวมกิจการที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันเลยอย่างทางด่วนและรถไฟฟ้า ทั้งสองอย่างความเชี่ยวชาญในเชิงธุรกิจนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกัน และนโยบายการควบรวมที่ไม่ปลดพนักงานออก ทำให้ไม่มีส่วนร่วมกันที่จะมาใช้ทรัพยากรร่วมกันแล้วเกิดการลดต้นทุนจากการรวมกิจการอีก ไหนจะต้องมีค่าธรรมเนียมของธนาคาร (จากการควบรวม) จำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าพูดในข้อดีแล้วผู้บริหารอาจจะนำกระแสเงินสดที่ได้จากทางด่วนซึ่งมีจำนวนมาก และค่อนข้างแน่นอนมาลงทุนใน BMCL เพื่อขยายกิจการรถไฟฟ้า แต่แน่นอนครับกระแสเงินสดนั้นที่แปรออกมาเป็นปันผลให้ผู้ถือหุ้นคงจะลดลงอย่างแน่นอน ในแง่ของธุรกิจอาจจะดีแต่ในแง่ของผู้ถือหุ้นคงต้องรอกันยาวแน่นอน
ถ้าจะให้พูดถึงประโยชน์หลัก ๆ อาจจะเป็น CK ซึ่งน่าจะได้สัญญารับเหมาจากบริษัทเกิดใหม่จำนวนมหาศาลเพราะถือสัมปทานของทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า (จริงๆ ก็ได้ไปแล้วแหละ)
อาจจะมีคนอ่านรายงานของที่ปรึกษาทางการเงิน แล้วที่ปรึกษาอิสระของทั้งสองบริษัทให้ความเห็นตรงกันกับการควบรวม อันนี้ต้องขอยกแนวคิดของ Warren Buffett มาก่อนเลยว่า incentive หรือผลประโยชน์ของที่ปรึกษานั้นย่อมจะต้องการให้เกิดการควบรวมเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะได้เปอร์เซ็นต์นั่นเอง (หรือเป็นค่าจ้างที่ปรึกษาที่ผู้บริหารจ้างมาให้ออกหัวก้อย) เข้าทำนองที่ว่าคนหนึ่งอยากทุบตี อีกคนหนึ่งอยากโดนทุบตี win-win
06
สุดท้ายนี้ผู้ถือหุ้นของ BECL และ BMCL จะได้รับจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ตามรูปด้านบนครับ โดยเศษหุ้นถ้าเกิน 0.5 ปัดขึ้น ถ้าน้อยกว่าปัดลง แล้วได้เป็นเงินสดแทน ซึ่งตอนนี้มูลค่าหุ้นจะแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่ประมาณการณ์กันไว้ทำให้เมื่อซื้อไปแล้วจัดสรรใหม่จะไ้ด้รับในสัดส่วนที่ยุติธรรม (ตามที่ปรึกษาคิด)
My take on Merger
Not Recommend
ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ดีที่จะรวมธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยเข้าด้วยกันเพราะแทบไม่ได้ประโยชน์จากการรวม ผู้ถือหุ้นของ BECL ต้องมาแบกรับภาระขาดทุนของ BMCL ทำให้ปันผลที่เคยได้ต้องลดลงอย่างแน่นอน ส่วนผู้ถือหุ้นของ BMCL คงได้เฮเพราะคงจะพลิกกลับมากำไรและอาจจะได้ปันผลในปีหน้าเลย (ฮา) สำหรับผมเองแล้วถือว่าไม่เก่งพอที่จะคาดเดาอนาคตของการควบรวมนี้ได้ครับ ประกอบกับ BECL สัมปทานอีก 5 ปีหากต่อไม่ได้ และ รถไฟฟ้าไม่กำไรตามการเดาของที่ปรึกษางานจะเข้ากันถ้วนหน้าครับ ถอยดีกว่าครับ
Disclaimer:
ผมไม่มีหุ้น BECL, BMCL, CK และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงครับ
เครดิต http://www.finmoment.com/author/poom3dgmail-com/

เจาะลึก BECL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน!

เจาะลึก BECL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน!

สวัสดีครับท่านผู้ชม เนื่องจากจากมีการจะมีการควบรวมกิจการระหว่าง BECL และ BMCL กัน (หากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี) โดยจะใช้วันที่ 23 ธันวาคมเป็นวันสุดท้ายของผู้มีรายชื่อได้รับจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ครับ โดยน่าจะหยุดการซื้อขายก่อนวันที่ 21 ธันวาคม ดังนั้นหากคนที่สนใจการควบรวม เรามาดูกันว่าแต่ละบริษัทเป็นยังไงมาจากไหน แล้วผลลัพธ์ที่ไดจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเรามาดูกันครับ
ขอเริ่มจาก BECL ก่อนนะครับ บังเอิญมีคน request มาด้วย
First Look
01
กับ P/E ที่ 7.42 และ P/B ที่ 1.43 และ ปันผลที่ 6% กว่าๆ ทำให้รู้สึกน่าสนใจขึ้นมาทันทีเลยครับ และธุรกิจแนวนี้คือเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ  สำหรับนักลงทุนสไตล์ defensive คือธุรกิจผูกขาด เก็บค่าผ่านทาง ขึ้นราคาได้ตามเงินเฟ้อ (แม้จะมีกฎหมายบังคับ) เรียกว่ารายได้ค่อนข้างจะมั่นคงถาวร และกิจการก็น่าจะคาดเดาได้โดยง่ายครับ จุดสังเกตแรกคือ P/E ต่ำมาก ๆ ถ้าคนที่ตามข่าวก็พอจะทราบกันดีว่า บริษัทฯ มีการขายหุ้นบริษัทรถไฟฟ้าที่ถืออยู่ 10% แล้ว book เข้ารายได้ คือแต่เดิม BECL เป็นผู้ถือหุ้น BMCL แล้วขาย BMCL ออกไปให้บริษัท CK ครับ
โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่จะมีบริษัท CK เข้ามาถือร่วมด้วยในบริษัทร่วมของ BECL ในธุรกิจ สาธารณูปโภคทุกตัว ลองมาดูกันคร่าวๆ ณ สิ้นปี 57
02
รายได้หลักๆ มาจากการก่อสร้างและบริหารทางด่วน โดยมีสัญญาสัมปทานกับการทางพิเศษ แบ่งรายได้ค่าผ่านทางกัน โดยเฉลี่ย 50/50 จะมีประเด็นที่สำคัญคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม บริษัทจะเหลือส่วนแบ่ง 40 แบ่งให้ การทางฯ 60 (ก่อนหน้านั้นบริษัทฯ จะได้ 60 แบ่งให้การทางฯ 40)
ที่ผมชอบอีกอย่างคือค่าผ่านทางนั้นปรับทุก ๆ 5 ปี (ไม่ได้ชอบในฐานะคนใช้ทางด่วนนะครับ อีก 5 ปีขึ้นอีก เศร้าา) แต่ถ้ามองแล้วรายได้จะปรับขึ้นตามเงินเฟ้อได้ โดยปรับไม่เกิน 10 บาท (สำหรับทางด่วนศรีรัช) และ 15 บาท (สำหรับทางศรีรัช-วงแหวนรอบนอก, อุดรรัถยา) แต่ถ้าเงินเฟ้อสูงเกินสามารถขอปรับขึ้นเป็นกรณีพิเศษได้ อย่างที่ได้เคยมีการปรับไปเมื่อปี 56 ดังนั้นรอบปรับถัดไปคือปี 61 ครับ
มาดูปริมาณรถยนต์ผู้ใช้ทางด่วนกันครับ (ปี 57) ขอบคุณข้อมูลจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
03
04
จะเห็นว่าปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะครับ
อีกจุดหนึ่งที่ถือว่าเด็ดมาก ๆ เลยคือ easy pass นะครับ คือการทำให้การใช้งานรวดเร็วขึ้น (หรือเปล่า?)  แต่ที่แน่ๆ  เลยคือบริษัทฯย่อมจะได้เงินสดมาก่อน ซึ่งเป็นบริการในลักษณะ pre-paid นั่นเอง (นั่นหมายความว่าเงินจะเข้าบริษัทเยอะขึ้นก่อนมาก ๆ) ถ้าคนหันมาใช้ easypass มาก ๆ ย่อมส่งผลดีต่อรายได้ครับ
ในเรื่องของคู่แข่ง ทางบริษัทระบุใน 56-1 ว่าเป็น รถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าใต้ดินครับ (คงไม่มีใครทำทางด่วนแข่งได้เพราะเป็นสัมปทาน) แต่ฐานลูกค้าก็ไม่ซ้ำกันพอสมควร อีกทั้งระยะทางของรถไฟฟ้าและใต้ดินนั้นถือว่ายังน้อยไม่ครอบคลุม ประกอบกับประมาณรถยนต์ในกรุงเทพฯ ทีมีสูงถึง 5.3 ล้านคันแล้ว รายได้น่าจะแทบไม่กระทบเลย
ความเสี่ยงหลัก ๆ น่าจะมาจากภาครัฐที่ขึ้นอยู่กับ การทางฯ เป็นหลัก และการมีข้อพิพาทต่างๆ   ร่วมถึงความเสี่ยงที่มีบริษัทลูกหนึ่งบริษัท มีการลงทุนซ้ำซ้อนกับ ดอนเมืองโทลเวลย์ (ของบริษัทคือเส้นบางปะอิน ปากเกร็ด) ซึ่งอันนี้ก็ต้องระวังพอสมควรเพราะว่าหากภาครัฐลงมาเล่นเองนั้น ภาครัฐต้องถือว่าเงินหนากว่าเอกชนอู่แล้ว หากมีเส้นทางซ้ำซ้อนกัน อาจกระทบกับกำไรของบริษัทได้
ความเสี่ยงอีกอย่างคือเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในทางด่วนบางช่วง โดยบริษัททำการแก้ไขโดยนำเงินไปลงทุนในบริษัทต่าง  เช่น BMCL แต่ได้ขายออกไปแล้วอย่างที่บอกเบื้องต้น CKP ซึ่งทำธุรกิจลงทุนในโรงไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจุดนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะเวลาบริษัทไหนไปลงทุนนอกความเชี่ยวชาญของตัวเองมักไม่ค่อยออกมาดีเท่าไหร่ แต่ก็มีบางจุดที่เราอาจจะต้องดูกันต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นจุดดีก็ได้เพราะ ผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งคือ CK เพราะการก่อสร้าง นั้นจะมีความเชี่ยวชาญ แต่ไม่รู้ว่าการก่อสร้างทั่วไปกับการก่อสร้างแนวๆ โรงไฟฟ้าจะเสริมกันมากเท่าใดครับ
แต่ความเสี่ยงที่ผมมองว่าใหญ่ที่สุดกลับเป็นเรื่องของการก่อสร้างและการดำเนินโครงการครับ ไม่ใช่สัญญาสัมปทานและคู่แข่งหรือการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ (สัญญาสัมปทานนั้นบริษัทพึ่งได้รับสัญญา 25 ปีวงเงิน 25,000 ล้าน ซึ่งมองว่าได้ไปอีกยาว)
ซึ่งถ้าท่านที่พอจะอยู่วงการรับเหมาคงจะทราบดีว่า การ delay ของการก่อสร้างนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และการ delay ออกไปทำให้เกิดความเสี่ยงตามมานับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ค่าวัสดุก่อสร้างที่ผันผวน เหล็ก อีกสารพัด ดังนั้นต้องถือว่าเป็นจุดที่ต้องคอยจับตามองเลยครับ แต่บริษัทใช้วิธีการทำสัญญาแบบ lumpsum turn key นั่นคือจ่ายก้อนเดียวคุมหมดทุกอย่าง โดยความเสี่ยงอย่างเดียวคือการล่าช้า และผู้รับเหมาทิ้งงาน ซึ่งการทิ้งงานนั่นน่าจะเป็นไปได้น้อย เพราะผู้ที่ได้รับการว่าจ้างคือ CK นั่นเอง (ผู้ถือหุ้นใหญ่) ซึ่งถ้ามาดูงานก็เดินไปได้ตามแผน เร็วกว่าแผนนิดหน่อย ซึ่งยังไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรครับ
ถ้าอ่านมาตรงนี้บางท่านอาจจะเริ่มคิดเหมือนผมแล้วละครับว่า CK ได้ประโยชน์ไปจากสัมปทานก่อสร้างทางด่วนไปเต็ม ๆ ซึ่งในโอกาสหน้าจะรับใช้วิเคราะห์ CK ภายหลังนะครับ
มาดูสรุปการลงทุนในบริษัทอื่นกันครับ
  1. บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด อย่างที่บอกไปว่าบริษัทย่อยนี้ขาดทุนพอสมควร และ BECL ยังเป็นผู้ให้เงินกู้รายหลัก และภาครัฐมาสร้างเส้นทางด่วนซ้ำซ้อนทำให้มีปัญหาพอสมควร
  2. BMCL แต่ไดทำการขายหุ้นออกไปแล้ว เพื่อเตรียมทำการควบรวมกิจการ
  3. TTW ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำประ โดยถือ 19.66% และ TTW ถือ CKP อีกต่อหนึ่ง ซึ่ง BECL ก็ลงทุนใน CKP เช่นเดียวกัน เริ่มโยงใยกันเยอะ อย่าพึ่งสับสนนะครับ ซึ่ง TTW ได้สัมปทานจากการประปา 30 ปี เหลือเวลาอีกค่อนข้างนานไม่น่าห่วง
  4. CKP ลงทุนในบริษัทพลังงาน ถือ 19.4%
  5. ไชยะบุรี พาวเวอร์  ได้รับสัมปทานจากลาว 29 ปี
เอาละครับ มาดูข้อพิพาทกันบ้าง ข้อใหญ่คงเป็นการพิพาทกับ กทพ. (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) ผมอ่านแล้วขำเลย แต่คงไม่ขำสำหรับผู้ถือหุ้นเท่าไหร่
  1. พิพาทเรื่องวันเปิดใช้งาน ตามสัญญาโครงการ ตรงจุดนี้บริษัทเปิดใช้งานให้บริการแต่ กทพ. แบ่งรายได้ช้าไปประมาณปีหนึ่ง ซึ่งคำชี้ขาด ก็ออกมาให้ กทพ. จ่ายเงินที่ขาดไปจริง แม้ว่ากทพ. ฟ้องกลับแต่ศาลปกครองก็ยกฟ้อง ตรงนี้ประมาณ 5000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว (รวมดอกเบี้ย) แต่กทพ. ก็ยังยื่นอุทธรณ์ต่ออีก (ยังไม่จ่ายนั้นเอง)
  2. การแข่งขันของทางพิเศษอุดรรัถยา ซึ่งในสัญญากำหนดว่าหากมีการแข่งขันจากรัฐบาลหรือ กทพ. และกระทบต่อรายได้ทางพิเศษ ซึ่งบริษัทย่อยโดนผลกระทบต้องชดเชย ซึ่งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ให้ กทพ. จ่ายจริง แต่กทพ. ก็ได้ยื่นอุทธรณ์อีกเช่นเคย อันนี้รวมๆ น่าจะประมาณ 3,000 ล้านบาท
  3. ออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงงาน โดย กทพ. แต่ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 238 ล้านบาท อนุญาโตตุลาการคำชี้ขาดให้จ่ายเช่นเดิม แต่ กทพ. ก็ยื่นคำร้องขอเพิกถอนต่อศาลปกครองกลาง (ไม่จ่ายเช่นเดิม)
  4. การปรับเพิ่มอัตราค่าผ่านทางประมาณ 5 กรณี ซึ่ง กทพ. ปรับขึ้นโดยไม่ใช้อัคราของบริษัท อยู่ในขั้นตอนฟ้องร้อง
จะมีข้อพิพาทที่ กทพ. ยื่นฟ้องบริษัท แต่เป็นวงเงินที่น้อยกว่าที่กล่าวมาด้านบนมากๆ (มากๆๆๆ) ไม่ถึงสิบล้านต่อกรณีครับ
มาดู financial กันบ้างครับ คงจะไม่ดูอะไรมากเพราะบริษัทมีกระแสเงินสดที่ค่อนข้างดี และสม่ำเสมอ (จากการใช้ทางด่วน) ซึ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะมีติดก็ตรงสัมปทานจะหมดปี 63 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักๆ สร้างรายได้ให้ถึง 70% สำหรับผมเองคิดว่ารัฐควรต้องต่อ คงไม่งกถึงขนาดคิดทำเองนะครับ แต่ตัวบริษัทเองไม่มั่นใจว่าจะต่อได้หรือไม่ ทำให้เกิดการลงทุนไปยังบริษัทอื่นๆ มากมายเพื่อหารายได้ชดเชย
สิ่งที่ต้องดูเป็นหลักคืออัตราส่วนนี้ครับ อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage กล่าวคือกำไรจากการดำเนินงาน ต้องเพียงพอกับการจ่ายดอกเบี้ย คิดเป็นกี่เท่า ทั้งนี้ใน Q3 บริษัทมีอัตราส่วนที่ว่านี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 18.46 เท่าดังรูป
05
นั่นเป็นเพราะบริษัทขายหุ้น BMCL ออกไปแล้ว book เป็นรายได้นั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนอย่างเราๆ ควรทำคือหาอัตราที่แท้จริงก่อนครับ ปรากฎว่า Q3 มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 552 ล้านบาท ผมขอคิดคร่าวๆ โดยการหักกำไรที่ บริษัทฯ report ด้วยเงินที่ขายหุ้น BMCL ได้
Operating Profit = 3,976-1,286 =  2,690 ล้านบาท (ไม่รวมเงินจากการขายหุ้น)
อันนี้ผมไม่ใช่นักบัญชีแฮะว่าสูตรการหาอัตราเป็นอย่างไรเพราะผมลองคำนวณแบบรวมแล้วอัตราส่วนก็ไม่ออกมาตามงบ (18 เท่า) แต่ผมขอตีคร่าว ๆอย่างนี้ดีกว่า แบบ Ben Graham สอนดูก็คือ Operating Profit เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ย
2,690 / 552 = 4.8 เท่า ตัวเลขนี้ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ เพราะหมายความว่า ทำเงินเป็น กี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ถามว่าทำไมสำคัญเพราะ บริษัทฯ นั้นใช้เงินกู้ กับ หุ้นกู้เป็นหลักในการก่อสร้างเพื่อให้ได้มาซึ่งทางด่วนครับ ถ้าหากวันใดที่อัตราส่วนน้อยลงหมายถึงเมื่อนั้นผู้ให้กู้ก็จะเสี่ยง ทำให้เกิดอาการขาดสภาพคล่อง หากไม่สามารถกู้เพิ่มหรือออกหุ้นกู้ได้ครับ
My Take about BECL
ธุรกิจของบริษัทถือว่าดี คือมั่นคงและคาดเดาผลประกอบการได้โดยงานครับ แม้จะมีความเสี่ยงสูงบางอย่างซ่อนอยู่ และเงินกู้ที่ต้องระวังครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสัมปทานของทางด่วนในกรุงเทพที่จะหมดลงในปี 63 ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้ต่อสัญญาสัมปทาน (ต่อได้คราวละ 10 ปี) ซึ่งหากไม่ได้รายได้จะหดหายไปถึง 70% เลยทีเดียวทำให้เป็นที่มาของการควบรวมกิจการกับ BMCL โดยหวังว่าจะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกว่าเดิมในอนาคต (ทดแทนสัมปทาน)
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจผมคือการไปควบรวมกับ BMCL ต่างหากที่มันทำให้คาใจ ยังไงเรามาต่อกันครับ
Disclaimer:
ผมไม่มีหุ้น BECL และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงครับ รอวิเคราะห์ผลที่เกิดจากการรวมกิจการก่อน
เครดิต http://www.finmoment.com/author/poom3dgmail-com/