แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พิชิตข้อสอบ Single license ได้ดั่งใจ ต้องเรียนที่ แมจิคอินเวสต์ เท่านั้น ติวสอบ single license นครปฐม ติวหลักสูตร single licnese ก้าวแรกทางการเงิน เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก

พิชิตข้อสอบ Single license ได้ดั่งใจ เรียน single license ที่ Magic Invest

ติวสอบ single license นครปฐม หลักสูตร single licnese 

ก้าวแรกทางการเงิน เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก



พิชิตข้อสอบ  Single license 
ได้ดั่งใจ ต้องเรียนที่ แมจิคอินเวสต์ เท่านั้น



จุดเด่นของหลักสูตรเรา คลาสเรียนขนาดเล็ก แยกเนื้อหาครอบคลุม การฝึกฝนทักษะต่างๆที่ต้องใช้ในการสอบประกอบกับวิธีการสอนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแมจิคอินเวสต์ จะช่วยให้คุณพิชิตคะแนนได้ตามที่ต้องการ

*** ปรับเวลาเรียน
วันเสาร์ 8.00 - 10 .00 Investing 101 เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก+  เหลืออีก 10 ที่  HOT !!
อยากเล่นหุ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง...คอร์สนี้จะช่วยคุณให้ลงทุนในตลาดหุ้นเป็น บอกขั้นตอนสู่การเป็นนักลงทุนเต็มตัวได้ไม่ยาก อธิบายเนื้อหาเข้าใจง่ายที่คุณสามารถลงมือทำตามได้จริง รับประกัน เรียนจบ เล่นหุ้นเป็นทันที
                                       
 10.00 - 13 .00 +ติวเข้มสอบ single license+เต็ม!! รอบใหม่ ม.ค. 61

13.00 - 16.00  +ติวพื้นฐานสอบ single license+ เหลืออีก 10 ที่  HOT !!

หลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่ประสงค์จะทดสอบเพื่อขึ้นทะเบียนใบ อนุญาตผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนด้านหลักทรัพย์ ประเภท ข(ผู้ขายหลักทรัพย์) เพื่อทำหน้าที่ ติดต่อ ให้ข้อมูลชักชวน ให้คำแนะนำ และบริการซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ และกองทุนแก่ลูกค้า
ผู้เข้าอบรมจะได้รับความรู้พื้นฐานด้านการเงิน การลงทุนตราสารทางการเงินประเภทต่างๆ รวมทั้งจรรยาบรรณและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน

วันอาทิตย์  เพิ่มรอบ 2 ตามคำเรียกร้อง!!  (^0^) /

8.00 - 10 .00  +  Investing 101 เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก + เต็ม!! รอบใหม่ ม.ค. 61   

10.00 - 13 .00  +ติวเข้มสอบ single license+  เหลืออีก 10 ที่  HOT !!                                   

13.00 - 16.00   +ติวพื้นฐานสอบ single license+ เหลืออีก 10 ที่  HOT !!


*** ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่  2 ธ.ค. 2560

Line ID ครูกิ่ง (*^▽^)/: ging_supawan 


ติวสอบ single licnese เล่นหุ้นออนไลน์ นครปฐม

MKIC สมัครเรียนวันนี้

พร้อมทดสอบความรู้พื้นฐาน ฟรี!

เพียง 4250/ด. รับรองผล

ครูกิ่ง        089-686-3505
หุ้นเด็ดหุ้นไทย,หุ้นนิเคอิข่าวหุ้นข่าวหุ้นวันนี้วิเคราะห์หุ้นราคาหุ้นราคาหุ้นวันนี้หุ้นออนไลน์,
หุ้นรายวันดูหุ้น,กราฟหุ้น,ดูกราฟหุ้นการลงทุนในหุ้นหุ้นปันผล,ดัชนีหุ้นดัชนีหุ้นไทย,หุ้นปตท,
ราคาหุ้นปตททันหุ้นหุ้นเด่นหุ้นเด่นวันนี้,หุ้นแม่นหุ้น bts, bts หุ้นวิเคราะห์หุ้น bts, เล่นหุ้น,
หุ้นน่าเล่น,สถิติหุ้นหุ้นน่าซื้อ,หุ้นสินธรสินธรหุ้นหุ้นวันนี้ปิดที่ การลงทุนในหุ้นลงทุนระยะสั้น,
ลงทุนอะไรดีหุ้นที่น่าลงทุนหุ้นน่าลงทุนการลงทุนในต่างประเทศ,เงินลงทุน,
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นักลงทุนการลงทุนที่ดี,ลงทุนในหุ้นหุ้นระยะ สั้น

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

อยากมีเงินล้านไวๆจะมีวิธีการไปให้ถึงได้ยังไง? ติวสอบ single license นครปฐม ติวหลักสูตร single licnese ก้าวแรกทางการเงิน เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก


ใครที่ตั้งเป้าอยากเก็บเงินล้านให้ได้สักก้อนในชีวิตนี้ ไม่ใช่

เรื่องยาก เริ่มต้นแค่เดือนละ 1,000 บาท ก็สามารถมีเงิน
ล้านได้ แต่ถ้าอยากมีไวๆจะมีวิธีการไปให้ถึงได้ยังไง
บ้าง ไปดูกันค่ะ#MagicInvest



Line ID ครูกิ่ง (*^▽^)/: ging_supawan 


ติวสอบ single licnese เล่นหุ้นออนไลน์ นครปฐม

MKIC สมัครเรียนวันนี้

พร้อมทดสอบความรู้พื้นฐาน ฟรี!

เพียง 2750/ด. รับรองผล

ครูกิ่ง        089-686-3505


พิชิตข้อสอบ Single license ได้ดั่งใจ ต้องเรียนที่ แมจิคอินเวสต์ เท่านั้น ติวสอบ single license นครปฐม ติวหลักสูตร single licnese ก้าวแรกทางการเงิน เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก

พิชิตข้อสอบ Single license ได้ดั่งใจ เรียน single license ที่ Magic Invest

ติวสอบ single license นครปฐม หลักสูตร single licnese 

ก้าวแรกทางการเงิน เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก



พิชิตข้อสอบ  Single license 
ได้ดั่งใจ ต้องเรียนที่ แมจิคอินเวสต์ เท่านั้น



จุดเด่นของหลักสูตรเรา คลาสเรียนขนาดเล็ก แยกเนื้อหาครอบคลุม การฝึกฝนทักษะต่างๆที่ต้องใช้ในการสอบประกอบกับวิธีการสอนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแมจิคอินเวสต์ จะช่วยให้คุณพิชิตคะแนนได้ตามที่ต้องการ

*** ปรับเวลาเรียน
วันเสาร์ 8.00 - 10 .00 Investing 101 เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก+  เหลืออีก 10 ที่  HOT !!
อยากเล่นหุ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง...คอร์สนี้จะช่วยคุณให้ลงทุนในตลาดหุ้นเป็น บอกขั้นตอนสู่การเป็นนักลงทุนเต็มตัวได้ไม่ยาก อธิบายเนื้อหาเข้าใจง่ายที่คุณสามารถลงมือทำตามได้จริง รับประกัน เรียนจบ เล่นหุ้นเป็นทันที
                                       
 10.00 - 13 .00 +ติวสอบ single license+เต็ม!! รอบใหม่ ก.พ. 60

13.00 - 16.00  +ติวสอบ single license+ เหลืออีก 10 ที่  HOT !!

หลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่ประสงค์จะทดสอบเพื่อขึ้นทะเบียนใบ อนุญาตผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนด้านหลักทรัพย์ ประเภท ข(ผู้ขายหลักทรัพย์) เพื่อทำหน้าที่ ติดต่อ ให้ข้อมูลชักชวน ให้คำแนะนำ และบริการซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ และกองทุนแก่ลูกค้า
ผู้เข้าอบรมจะได้รับความรู้พื้นฐานด้านการเงิน การลงทุนตราสารทางการเงินประเภทต่างๆ รวมทั้งจรรยาบรรณและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน

วันอาทิตย์  เพิ่มรอบ 2 ตามคำเรียกร้อง!!  (^0^) /

8.00 - 10 .00  +  Investing 101 เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก + เต็ม!! รอบใหม่ ก.พ. 60   

10.00 - 13 .00  +ติวสอบ single license+  เหลืออีก 10 ที่  HOT !!                                   

13.00 - 16.00   +ติวสอบ single license+ เหลืออีก 10 ที่  HOT !!


*** ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่  13 ม.ค. 2560

Line ID ครูกิ่ง (*^▽^)/: ging_supawan 


ติวสอบ single licnese เล่นหุ้นออนไลน์ นครปฐม

MKIC สมัครเรียนวันนี้

พร้อมทดสอบความรู้พื้นฐาน ฟรี!

เพียง 2750/ด. รับรองผล

ครูกิ่ง        089-686-3505
หุ้นเด็ดหุ้นไทย,หุ้นนิเคอิข่าวหุ้นข่าวหุ้นวันนี้วิเคราะห์หุ้นราคาหุ้นราคาหุ้นวันนี้หุ้นออนไลน์,
หุ้นรายวันดูหุ้น,กราฟหุ้น,ดูกราฟหุ้นการลงทุนในหุ้นหุ้นปันผล,ดัชนีหุ้นดัชนีหุ้นไทย,หุ้นปตท,
ราคาหุ้นปตททันหุ้นหุ้นเด่นหุ้นเด่นวันนี้,หุ้นแม่นหุ้น bts, bts หุ้นวิเคราะห์หุ้น bts, เล่นหุ้น,
หุ้นน่าเล่น,สถิติหุ้นหุ้นน่าซื้อ,หุ้นสินธรสินธรหุ้นหุ้นวันนี้ปิดที่ การลงทุนในหุ้นลงทุนระยะสั้น,
ลงทุนอะไรดีหุ้นที่น่าลงทุนหุ้นน่าลงทุนการลงทุนในต่างประเทศ,เงินลงทุน,
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นักลงทุนการลงทุนที่ดี,ลงทุนในหุ้นหุ้นระยะ สั้น

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

BEM หุ้นครบเครื่อง เป้าพื้นฐาน 5.70-6.50 บ.


3 โบรกวิเคราะห์หุ้น BEM ก่อนเข้าเทรดพรุ่งนี้ หลังการควบรวมระหว่างBECL และ BMCL  มองเป็นบริษัทสมบูรณ์แบบพร้อมที่จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจคมนาคมไทย ให้ราคาเป้าหมายปีนี้  5.70-6.50 บาท

บล.ทรีนิตี้ ระบุว่า  การควบรวมระหว่าง BECL และ BMCL เป็นการนำจุดเด่นของทั้งสองบริษัทแต่เข้ามาเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างบริษัทด้านคมนาคมที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการเข้าประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานทั้งในและนอกประเทศ ด้วยจุดแข็งในด้าน (1) ฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อรองรับงานประมูลโครงสร้างพื้นฐานทั้งรถไฟฟ้า ทางด่วน และมอเตอร์เวย์ ที่คาดว่าจะสามารถเริ่มทยอยออกประมูลได้ในช่วงต้นปี 59 นี้

รวมทั้ง (2) ศักยภาพในการบริหารจัดการระบบขนส่งครบทั้งระบบราง และทางด่วน และ (3) เพิ่มโอกาสเติบโตด้านการบริหารและพัฒนาเชิงพาณิชย์ให้กับบริษัทลูกอย่าง BMN จากการคำนวณด้วยราคาปิด ณ วันที่ 18 ธ.ค. 58 ของ BECL ที่ 45.25 บาท และ BMCL ที่ 2.22 บาท ทำให้ได้ราคาหุ้น BEM ที่ 5.26 บาทต่อหุ้น และด้วย upside 12% ประกอบกับอนาคตที่สดใสอย่างมากของธุรกิจ เราจึงแนะนำซื้อลงทุน ด้วยราคาเป้าหมาย 5.90 บาท

ฝ่ายวิจัยระบุว่า BEM จะเข้าสู่ยุคทองตั้งแต่ปี 59 ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 2 เส้นทางบน (1) ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกราว 3Q59 และ (2) รถไฟฟ้าสายสีม่วงในวันที่ 12 ส.ค. ซึ่งคาดจะทำให้รายได้รวมขยายตัวได้เฉลี่ยถึงปีละ 25% และ EPS  ในช่วง 5 ปีข้างหน้าเติบโตได้ถึง 32% (CAGR) นอกจากนี้ด้วยจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนผู้ชมสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ที่มากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจสื่อโฆษณาบนรถไฟฟ้าของบริษัทลูกอย่าง BMN ค่อยๆเติบโตขึ้น และจะเติบโตชัดเจนอย่างมากเมื่อการขนส่งมวลชนระบบรางครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2562 หรือในอีก 4 ปีข้างหน้า

จากการคำนวณด้วยราคาปิด ณ วันที่ 18 ธ.ค. 58 ทำให้ได้ราคาหุ้น BEM ที่ 5.26 บาทต่อหุ้น และด้วย upside 12% ประกอบกับอนาคตที่สดใสอย่างมาก เราจึงแนะนำซื้อลงทุน ด้วยราคาเป้าหมาย 5.90 บาท (ทางด่วน 1.80 บาท รถไฟฟ้า 3.22 บาท BMN 0.19 บาท และ Investment  0.69 บาท)

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า BEM เป็นหนึ่งในบริษัทที่สมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจคมนาคมไทย ทั้งในเรื่องโครงสร้างรายได้ที่มั่นคงจากสัมปทานในมือมากถึง 7 ฉบับ ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายหลังการควบรวม และโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ที่จะอยู่เบื้องหลังสนับสนุนธุรกิจทั้งในแง่ก่อสร้าง (CK) คู่สัญญา (รฟม.) สถาบันการเงิน (KTB, BBL) ส่งผลให้บริษัทพร้อมจะเป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อรับงานด้านคมนาคมในทุกรูปแบบ และในทุกภูมิภาค

ทั้งนี้ BEM ถือเป็นหุ้นที่ครบเครื่องทั้ง Defensive , Growth , Dividend เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาว ปัจจุบันรราคาหุ้นคิดเป็น PER16 เพียง 25.3เท่า ถือว่ามีส่วนลดจาก BTS มากถึง 40% แนะนำซื้อสะสมด้วยราคาเป้าหมายปี2559 ที่
6.50บาท/หุ้น

บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดว่าเมื่อ BECL กับ BMCL รวมกิจการกันแล้วเป็น BEM ก็จะกลายเป็นหลักทรัพย์ในกลุ่มขนส่งที่ใหญ่รองลงมาจาก AOT ที่ดำเนินธุรกิจบริหารสนามบิน และในอนาคตก็คาดว่าจะมีโอกาสสูงมากที่จะถูกจัดเข้าไปคำนวณใน SET50 ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่สูงกว่า 75 พันล้านบาท (ถือเป็นลำดับที่ 41 ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์ไทย)

ด้านส่วนครองตลาดของธุรกิจก็ถือว่ามากที่สุด เพราะมีความยาวของทางด่วนเป็น 87.2 กิโลเมตรจากทั้งหมด 272.8 กม. และมีระยะทางการวิ่งของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยาวถึง 70 กม. จากทั้งหมดที่ 134.8 กม. จึงมีส่วนครองตลาดอยู่ที่ประมาณ 31% และ 52% ตามลำดับ ทั้งนี้ BEM จะมีข้อดีคือ การรวมกิจการกันจะได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งด้านกระแสเงินสดจาก BECL ส่วน BMCL จะมีจุดเด่นด้านแนวโน้มการเติบโตที่สดใส จึงแนะนำซื้อ BEM ประเมินราคาพื้นฐานด้วยวิธี SOTP ไว้ที่ 5.70 บาท

เจาะลึก BECL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน!

เจาะลึก BECL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน!

สวัสดีครับท่านผู้ชม เนื่องจากจากมีการจะมีการควบรวมกิจการระหว่าง BECL และ BMCL กัน (หากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี) โดยจะใช้วันที่ 23 ธันวาคมเป็นวันสุดท้ายของผู้มีรายชื่อได้รับจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ครับ โดยน่าจะหยุดการซื้อขายก่อนวันที่ 21 ธันวาคม ดังนั้นหากคนที่สนใจการควบรวม เรามาดูกันว่าแต่ละบริษัทเป็นยังไงมาจากไหน แล้วผลลัพธ์ที่ไดจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเรามาดูกันครับ
ขอเริ่มจาก BECL ก่อนนะครับ บังเอิญมีคน request มาด้วย
First Look
01
กับ P/E ที่ 7.42 และ P/B ที่ 1.43 และ ปันผลที่ 6% กว่าๆ ทำให้รู้สึกน่าสนใจขึ้นมาทันทีเลยครับ และธุรกิจแนวนี้คือเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ  สำหรับนักลงทุนสไตล์ defensive คือธุรกิจผูกขาด เก็บค่าผ่านทาง ขึ้นราคาได้ตามเงินเฟ้อ (แม้จะมีกฎหมายบังคับ) เรียกว่ารายได้ค่อนข้างจะมั่นคงถาวร และกิจการก็น่าจะคาดเดาได้โดยง่ายครับ จุดสังเกตแรกคือ P/E ต่ำมาก ๆ ถ้าคนที่ตามข่าวก็พอจะทราบกันดีว่า บริษัทฯ มีการขายหุ้นบริษัทรถไฟฟ้าที่ถืออยู่ 10% แล้ว book เข้ารายได้ คือแต่เดิม BECL เป็นผู้ถือหุ้น BMCL แล้วขาย BMCL ออกไปให้บริษัท CK ครับ
โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่จะมีบริษัท CK เข้ามาถือร่วมด้วยในบริษัทร่วมของ BECL ในธุรกิจ สาธารณูปโภคทุกตัว ลองมาดูกันคร่าวๆ ณ สิ้นปี 57
02
รายได้หลักๆ มาจากการก่อสร้างและบริหารทางด่วน โดยมีสัญญาสัมปทานกับการทางพิเศษ แบ่งรายได้ค่าผ่านทางกัน โดยเฉลี่ย 50/50 จะมีประเด็นที่สำคัญคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม บริษัทจะเหลือส่วนแบ่ง 40 แบ่งให้ การทางฯ 60 (ก่อนหน้านั้นบริษัทฯ จะได้ 60 แบ่งให้การทางฯ 40)
ที่ผมชอบอีกอย่างคือค่าผ่านทางนั้นปรับทุก ๆ 5 ปี (ไม่ได้ชอบในฐานะคนใช้ทางด่วนนะครับ อีก 5 ปีขึ้นอีก เศร้าา) แต่ถ้ามองแล้วรายได้จะปรับขึ้นตามเงินเฟ้อได้ โดยปรับไม่เกิน 10 บาท (สำหรับทางด่วนศรีรัช) และ 15 บาท (สำหรับทางศรีรัช-วงแหวนรอบนอก, อุดรรัถยา) แต่ถ้าเงินเฟ้อสูงเกินสามารถขอปรับขึ้นเป็นกรณีพิเศษได้ อย่างที่ได้เคยมีการปรับไปเมื่อปี 56 ดังนั้นรอบปรับถัดไปคือปี 61 ครับ
มาดูปริมาณรถยนต์ผู้ใช้ทางด่วนกันครับ (ปี 57) ขอบคุณข้อมูลจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
03
04
จะเห็นว่าปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะครับ
อีกจุดหนึ่งที่ถือว่าเด็ดมาก ๆ เลยคือ easy pass นะครับ คือการทำให้การใช้งานรวดเร็วขึ้น (หรือเปล่า?)  แต่ที่แน่ๆ  เลยคือบริษัทฯย่อมจะได้เงินสดมาก่อน ซึ่งเป็นบริการในลักษณะ pre-paid นั่นเอง (นั่นหมายความว่าเงินจะเข้าบริษัทเยอะขึ้นก่อนมาก ๆ) ถ้าคนหันมาใช้ easypass มาก ๆ ย่อมส่งผลดีต่อรายได้ครับ
ในเรื่องของคู่แข่ง ทางบริษัทระบุใน 56-1 ว่าเป็น รถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าใต้ดินครับ (คงไม่มีใครทำทางด่วนแข่งได้เพราะเป็นสัมปทาน) แต่ฐานลูกค้าก็ไม่ซ้ำกันพอสมควร อีกทั้งระยะทางของรถไฟฟ้าและใต้ดินนั้นถือว่ายังน้อยไม่ครอบคลุม ประกอบกับประมาณรถยนต์ในกรุงเทพฯ ทีมีสูงถึง 5.3 ล้านคันแล้ว รายได้น่าจะแทบไม่กระทบเลย
ความเสี่ยงหลัก ๆ น่าจะมาจากภาครัฐที่ขึ้นอยู่กับ การทางฯ เป็นหลัก และการมีข้อพิพาทต่างๆ   ร่วมถึงความเสี่ยงที่มีบริษัทลูกหนึ่งบริษัท มีการลงทุนซ้ำซ้อนกับ ดอนเมืองโทลเวลย์ (ของบริษัทคือเส้นบางปะอิน ปากเกร็ด) ซึ่งอันนี้ก็ต้องระวังพอสมควรเพราะว่าหากภาครัฐลงมาเล่นเองนั้น ภาครัฐต้องถือว่าเงินหนากว่าเอกชนอู่แล้ว หากมีเส้นทางซ้ำซ้อนกัน อาจกระทบกับกำไรของบริษัทได้
ความเสี่ยงอีกอย่างคือเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในทางด่วนบางช่วง โดยบริษัททำการแก้ไขโดยนำเงินไปลงทุนในบริษัทต่าง  เช่น BMCL แต่ได้ขายออกไปแล้วอย่างที่บอกเบื้องต้น CKP ซึ่งทำธุรกิจลงทุนในโรงไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจุดนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะเวลาบริษัทไหนไปลงทุนนอกความเชี่ยวชาญของตัวเองมักไม่ค่อยออกมาดีเท่าไหร่ แต่ก็มีบางจุดที่เราอาจจะต้องดูกันต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นจุดดีก็ได้เพราะ ผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งคือ CK เพราะการก่อสร้าง นั้นจะมีความเชี่ยวชาญ แต่ไม่รู้ว่าการก่อสร้างทั่วไปกับการก่อสร้างแนวๆ โรงไฟฟ้าจะเสริมกันมากเท่าใดครับ
แต่ความเสี่ยงที่ผมมองว่าใหญ่ที่สุดกลับเป็นเรื่องของการก่อสร้างและการดำเนินโครงการครับ ไม่ใช่สัญญาสัมปทานและคู่แข่งหรือการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ (สัญญาสัมปทานนั้นบริษัทพึ่งได้รับสัญญา 25 ปีวงเงิน 25,000 ล้าน ซึ่งมองว่าได้ไปอีกยาว)
ซึ่งถ้าท่านที่พอจะอยู่วงการรับเหมาคงจะทราบดีว่า การ delay ของการก่อสร้างนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และการ delay ออกไปทำให้เกิดความเสี่ยงตามมานับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ค่าวัสดุก่อสร้างที่ผันผวน เหล็ก อีกสารพัด ดังนั้นต้องถือว่าเป็นจุดที่ต้องคอยจับตามองเลยครับ แต่บริษัทใช้วิธีการทำสัญญาแบบ lumpsum turn key นั่นคือจ่ายก้อนเดียวคุมหมดทุกอย่าง โดยความเสี่ยงอย่างเดียวคือการล่าช้า และผู้รับเหมาทิ้งงาน ซึ่งการทิ้งงานนั่นน่าจะเป็นไปได้น้อย เพราะผู้ที่ได้รับการว่าจ้างคือ CK นั่นเอง (ผู้ถือหุ้นใหญ่) ซึ่งถ้ามาดูงานก็เดินไปได้ตามแผน เร็วกว่าแผนนิดหน่อย ซึ่งยังไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรครับ
ถ้าอ่านมาตรงนี้บางท่านอาจจะเริ่มคิดเหมือนผมแล้วละครับว่า CK ได้ประโยชน์ไปจากสัมปทานก่อสร้างทางด่วนไปเต็ม ๆ ซึ่งในโอกาสหน้าจะรับใช้วิเคราะห์ CK ภายหลังนะครับ
มาดูสรุปการลงทุนในบริษัทอื่นกันครับ
  1. บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด อย่างที่บอกไปว่าบริษัทย่อยนี้ขาดทุนพอสมควร และ BECL ยังเป็นผู้ให้เงินกู้รายหลัก และภาครัฐมาสร้างเส้นทางด่วนซ้ำซ้อนทำให้มีปัญหาพอสมควร
  2. BMCL แต่ไดทำการขายหุ้นออกไปแล้ว เพื่อเตรียมทำการควบรวมกิจการ
  3. TTW ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำประ โดยถือ 19.66% และ TTW ถือ CKP อีกต่อหนึ่ง ซึ่ง BECL ก็ลงทุนใน CKP เช่นเดียวกัน เริ่มโยงใยกันเยอะ อย่าพึ่งสับสนนะครับ ซึ่ง TTW ได้สัมปทานจากการประปา 30 ปี เหลือเวลาอีกค่อนข้างนานไม่น่าห่วง
  4. CKP ลงทุนในบริษัทพลังงาน ถือ 19.4%
  5. ไชยะบุรี พาวเวอร์  ได้รับสัมปทานจากลาว 29 ปี
เอาละครับ มาดูข้อพิพาทกันบ้าง ข้อใหญ่คงเป็นการพิพาทกับ กทพ. (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) ผมอ่านแล้วขำเลย แต่คงไม่ขำสำหรับผู้ถือหุ้นเท่าไหร่
  1. พิพาทเรื่องวันเปิดใช้งาน ตามสัญญาโครงการ ตรงจุดนี้บริษัทเปิดใช้งานให้บริการแต่ กทพ. แบ่งรายได้ช้าไปประมาณปีหนึ่ง ซึ่งคำชี้ขาด ก็ออกมาให้ กทพ. จ่ายเงินที่ขาดไปจริง แม้ว่ากทพ. ฟ้องกลับแต่ศาลปกครองก็ยกฟ้อง ตรงนี้ประมาณ 5000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว (รวมดอกเบี้ย) แต่กทพ. ก็ยังยื่นอุทธรณ์ต่ออีก (ยังไม่จ่ายนั้นเอง)
  2. การแข่งขันของทางพิเศษอุดรรัถยา ซึ่งในสัญญากำหนดว่าหากมีการแข่งขันจากรัฐบาลหรือ กทพ. และกระทบต่อรายได้ทางพิเศษ ซึ่งบริษัทย่อยโดนผลกระทบต้องชดเชย ซึ่งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ให้ กทพ. จ่ายจริง แต่กทพ. ก็ได้ยื่นอุทธรณ์อีกเช่นเคย อันนี้รวมๆ น่าจะประมาณ 3,000 ล้านบาท
  3. ออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงงาน โดย กทพ. แต่ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 238 ล้านบาท อนุญาโตตุลาการคำชี้ขาดให้จ่ายเช่นเดิม แต่ กทพ. ก็ยื่นคำร้องขอเพิกถอนต่อศาลปกครองกลาง (ไม่จ่ายเช่นเดิม)
  4. การปรับเพิ่มอัตราค่าผ่านทางประมาณ 5 กรณี ซึ่ง กทพ. ปรับขึ้นโดยไม่ใช้อัคราของบริษัท อยู่ในขั้นตอนฟ้องร้อง
จะมีข้อพิพาทที่ กทพ. ยื่นฟ้องบริษัท แต่เป็นวงเงินที่น้อยกว่าที่กล่าวมาด้านบนมากๆ (มากๆๆๆ) ไม่ถึงสิบล้านต่อกรณีครับ
มาดู financial กันบ้างครับ คงจะไม่ดูอะไรมากเพราะบริษัทมีกระแสเงินสดที่ค่อนข้างดี และสม่ำเสมอ (จากการใช้ทางด่วน) ซึ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะมีติดก็ตรงสัมปทานจะหมดปี 63 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักๆ สร้างรายได้ให้ถึง 70% สำหรับผมเองคิดว่ารัฐควรต้องต่อ คงไม่งกถึงขนาดคิดทำเองนะครับ แต่ตัวบริษัทเองไม่มั่นใจว่าจะต่อได้หรือไม่ ทำให้เกิดการลงทุนไปยังบริษัทอื่นๆ มากมายเพื่อหารายได้ชดเชย
สิ่งที่ต้องดูเป็นหลักคืออัตราส่วนนี้ครับ อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage กล่าวคือกำไรจากการดำเนินงาน ต้องเพียงพอกับการจ่ายดอกเบี้ย คิดเป็นกี่เท่า ทั้งนี้ใน Q3 บริษัทมีอัตราส่วนที่ว่านี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 18.46 เท่าดังรูป
05
นั่นเป็นเพราะบริษัทขายหุ้น BMCL ออกไปแล้ว book เป็นรายได้นั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนอย่างเราๆ ควรทำคือหาอัตราที่แท้จริงก่อนครับ ปรากฎว่า Q3 มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 552 ล้านบาท ผมขอคิดคร่าวๆ โดยการหักกำไรที่ บริษัทฯ report ด้วยเงินที่ขายหุ้น BMCL ได้
Operating Profit = 3,976-1,286 =  2,690 ล้านบาท (ไม่รวมเงินจากการขายหุ้น)
อันนี้ผมไม่ใช่นักบัญชีแฮะว่าสูตรการหาอัตราเป็นอย่างไรเพราะผมลองคำนวณแบบรวมแล้วอัตราส่วนก็ไม่ออกมาตามงบ (18 เท่า) แต่ผมขอตีคร่าว ๆอย่างนี้ดีกว่า แบบ Ben Graham สอนดูก็คือ Operating Profit เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ย
2,690 / 552 = 4.8 เท่า ตัวเลขนี้ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ เพราะหมายความว่า ทำเงินเป็น กี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ถามว่าทำไมสำคัญเพราะ บริษัทฯ นั้นใช้เงินกู้ กับ หุ้นกู้เป็นหลักในการก่อสร้างเพื่อให้ได้มาซึ่งทางด่วนครับ ถ้าหากวันใดที่อัตราส่วนน้อยลงหมายถึงเมื่อนั้นผู้ให้กู้ก็จะเสี่ยง ทำให้เกิดอาการขาดสภาพคล่อง หากไม่สามารถกู้เพิ่มหรือออกหุ้นกู้ได้ครับ
My Take about BECL
ธุรกิจของบริษัทถือว่าดี คือมั่นคงและคาดเดาผลประกอบการได้โดยงานครับ แม้จะมีความเสี่ยงสูงบางอย่างซ่อนอยู่ และเงินกู้ที่ต้องระวังครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสัมปทานของทางด่วนในกรุงเทพที่จะหมดลงในปี 63 ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้ต่อสัญญาสัมปทาน (ต่อได้คราวละ 10 ปี) ซึ่งหากไม่ได้รายได้จะหดหายไปถึง 70% เลยทีเดียวทำให้เป็นที่มาของการควบรวมกิจการกับ BMCL โดยหวังว่าจะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกว่าเดิมในอนาคต (ทดแทนสัมปทาน)
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจผมคือการไปควบรวมกับ BMCL ต่างหากที่มันทำให้คาใจ ยังไงเรามาต่อกันครับ
Disclaimer:
ผมไม่มีหุ้น BECL และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงครับ รอวิเคราะห์ผลที่เกิดจากการรวมกิจการก่อน
เครดิต http://www.finmoment.com/author/poom3dgmail-com/

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แชร์วิธีการใช้กราฟในโปรแกรม E-finance Portal "วิชาใยไหมฟ้า" เทคนิคสาย Indicator ไร้ใจ ไร้อารมณ์ร่วม # 2 วิธีใช้เครื่องมือทางเทคนิค

วิธีดู EMA เพื่อใช้เป็นตัวตัดสินใจตัวแรกในการเลือกหุ้น
คือใช้ดูแนวโน้มว่า หุ้นเป็นขาขึ้นหรือขาลง
ในรูปนั้นเป็นการเรียงกันของเส้น EMA ในหุ้นที่เป็นขาขึ้น
ในกรอบของเวลาที่เราใช้เป็น DAY แสดงว่าหุ้นยังอยู่ในขาขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์
ในกรอบของ WEEK ให้เป็น long term 3-6 เดือน


ในทางตรงกันข้าม เรียงแบบนี้แสดงถึงหุ้นขาลง

แต่ว่าอย่าพึ่งย่ามใจ ดูแค่นี้แล้วไปเคาะซื้อหุ้นเลย
แบบนั้นจะดอยได้ง่ายๆ เพราะ EMA ที่เรียงกันสวยงามแล้ว
แสดงว่าเราอาจช้าไปแล้ว จึงต้องหาตัวที่พึ่งเรียงตัวสวยงาม

และข้อสำคัญ ให้ใช้ Indicator อีกสองอันที่เหลือที่เราเลือกไว้
ใช้ในการพิจารณาด้วย


นี่เป็นวิธีใช้ MACD
MACD บอกเราได้ดังนี้
1. หุ้นอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง โดยใช้ 0 เป็นตัวแบ่งโซน
เหนือ 0 เราเรียกว่า bullish Zone หรือโซนขาขึ้น
ต่ำกว่า 0 เราเรียกว่า Bearish Zone หรือโซนขาลง

2. MACD บอกสัญญาณซื้อขายได้ โดยทาง
สัญญาณซื้อ MACD ตัดเส้น Signal ขึ้น (ม่วงตัดขาวขึ้น)
สัญญาณขาย MACD ตัดเส้น Signal ลง

3. สัญญาณการเปลี่ยน trend
เปลี่ยนจากหุ้นขาขึ้นเป็นขาลง MACD ตัด 0 ลงเข้าสู่ Bearish Zone
เปลี่ยนจากหุ้นขาลงไปสู่ขาขึ้น MACD ตัด 0 ขึ้นและเข้า Bullish Zone

การใช้ทั้ง EMA ร่วมกับ MACD ก็ยัง Fail ได้ เพราะ
ทั้งสอง Indicator นี้ไม่สามารถจับความเป็น Side way
และตัดสัญญาณมักจะผิดใน side way เช่น MACD ตัด Signal ขึ้น
เราก็ซื้อตาม แต่พออีกวัน :-)ตัดลงทันที ขายตามสัญญาณขาดทุนไปสามช่อง

ดังนั้น เราจึงมีเครื่องมืออย่าง ADX มาใช้ดูความเป็น Side way ของราคาหุ้นประกอบการตัดสินใจ



สิ่งที่ MACD มัก Fail อีกอย่างก็คือ
สัญญาณซื้อและสัญญาณขาย ที่อยู่ผิดโซน
เช่น เกิดสัญญาณซื้อ MACD ตัด Signal แต่ตัดกันใต้ 0
คือเกิดสัญญาณซื้อใน Bearish โซน สุดท้ายมักจะ fail ตัดขึ้นปุ๊บตัดลงปั๊บ

ตัวอย่าง fail ทั้งสัญญาณขาย และสัญญาณซื้อ

เหตุเพราะว่า เรายังไม่ๆด้ตรวจความเป็น Side way ของราคาหุ้น
หรือใช้ ADX ตรวจดูนั่นเอง



มาดูที่  พระรองของเราบ้าง ADX
ADX นั้นมี 3 เส้นที่สำคัญ
ส่วนแรกคือ สัญญาณซื้อขาย หรือ DI+และ DI-
ง่ายๆ บวกตัดลบขึ้นเป็นสัญญาณซื้อ บวกตัดลบลงเป็นสัญญาณขาย

ส่วนที่สองที่สำคัญมากๆๆๆๆๆๆ
ตัวเส้น ADX
ADX เมื่ออยู่ต่ำกว่า 30 ให้ถือว่าหุ้นเป็น Side way เทรดยากมาก
หุ้นจะเข้า trend ไม่ว่าจะขาขึ้นหรือลงเต็มตัวก็ต่อเมื่อ
ADX เดินหน้าขึ้นทะลุ 30 และเพิ่มความชันขึ้นต่อไปเรื่อยๆ



จะเห็นว่า เคส หุ้นขาลงในรูปก่อนหน้าคือ IVL เหตุที่สัญญาณมัน Fail บ่อย
เป็นเพราะว่า ราคาหุ้นเดินอยู่ในโซน Side way ราคามันจึงไม่ขึ้นไม่ลงจริงๆ

จะ short ก็ไม่ควร จะซื้อลุ้นเด้งตามสายตีแนวรับแนวต้านก็เสี่ยง
หุ้น side way แบบนี้นักเทคนิคที่ดีควรจะเข้าวัดเข้าวาเลิกเล่นไปเลย
หรือหาตัวอื่นอีก 500 กว่าตัวในตลาดที่มัน trendy มาเล่นเอา


วิธีใช้ตัวนี้เพื่อเลือกหุ้นที่จะซื้อ
ควรเลือกตัวที่ทำตัวพ้นน้ำหรือพ้นน้ำมันได้แปปเดียว
เพื่อป้องกันการเป็นชาวไล่ที่ติดดอย

ในรูปเป็นเคสที่เกิดขึ้นจริงเมื่อวันศุกร์ที่ 5/10/2555
สิ่งที่เรารออยู่สำหรับหุ้นตัวนี้คือ "การพ้นจาก side way"
เมื่อไหร่ที่ ADX พัน 30 และยังชันขึ้นต่อ จุดนั้นเราจะเข้าซื้อทันที

แต่ๆๆๆๆๆๆๆ อย่าลืมว่าตอนนี้เราอยู่ในกรอบเวลาระยะสั้นแค่ day
เราควรจะดูแนวโน้มในกรอบเวลาที่ใหญ่กว่านี้เพื่อ confirm สัญญาณขาขึ้นในกรอบระยะ 3-6 เดือนด้วย


โดยทำการเลือกกรอบเวลาดังในรูป
เราจะได้แท่งเทียนและเส้นกราฟใหม่เป็นแท่งเทียนระดับ week
1 แท่งหมายถึง ตั้งแต่ราคาเปิดวันจันทร์จนถึงราคาปิดวันศุกร์

วิธีใช้ก็เหมือนเดิม

ให้จำไว้ว่าหุ้นที่ week พึ่งเดินหน้าขึ้นเป็นหุ้นที่น่าเล่นที่สุด


มาชี้ถึงโคตรจุดอ่อนของเทคนิคสายนี้
นั่นคือ "จุดขาย" เราไม่สามารถหาจุดขายได้แบบสาย price pattern
การจะตีเส้น จากจุดนั้นไปให้เป้าที่ตรงนี้
Break สามเหบี่ยมตรงนี้จะไปตรงนู้น
ทำหัวไหล่แล้วจะไปอีกตั้งแต่คอถึงไหล่
ตอนนี้กำลังจะไปคลื่น 3 ที่เป้าตรงนี้

สายนี้ไม่มีนะ สายนี้ห้ามจินตนาการ คุณต้องเชื่อเครื่องมือเท่านั้น
ดังนี้สายนี้เราจะได้จุดขายที่ไม่ชัวร์เลย
จะขายเมื่อ MACD ทำสัญญาณขายก็ไม่ได้ขายได้ high
จะขายเมื่อ DI+ ตัด DI- ลง ก็ช้า
จะขาบเมื่อแท่งเทียนลงมาต่ำกว่า เส้น EMA(10) เส้นแรก ก็ยิ่งช้าไปใหญ่

ดังนั้นเราจึงบอกว่า สายนี้ให้ขายเมื่อพอใจจะขาย หรือดู ticker ว่าตรงไหนคนตั้ง offer ไว้เยอะและไม่ผ่านซักที


นี่เป็นความผิดพลาดอีกอย่างนึง นั่นคิอ
รีบร้อนดูสัญญาณ โดยไม่ได้สนใจว่าหุ้นมันอยู่ใน side way
นี่คือ บทลงโทษของนักลงทุนที่เลิ่นเล่อใช้เครื่องมือไม่ครบ
ไม่เห็นหัวพระรองอย่าง ADX. 

สรุปก็คือ technical สายนี้ต้องใช้เครื่องมือประกอบกันให้ครบถึงจะตัดสินใจได้

ให้ข้อคิดไว้อีกอย่างคือ
1. เมื่อหุ้นมีแนวโน้มหุ้นจะยังอยู่ในแนวโน้มนั้นต่อไป จนกว่าจะเกิดสัญญาณเปลี่ยนแนวโน้ม
2. สายเทคนิคต้องเชื่อว่า ผลประกอบการ ข่าว และทุกอย่างของหุ้นได้สะท้อนไปในราคาหมดแล้ว
3. MACD ตัด 0 ลงมามีลูกสอนลูกมีหลานสอนหลาน "อย่าซื้อหุ้น" เพราะคุณจะเจอเพียงขาลงไม่ก็ side way

หวังว่า บทความนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านบ้าง

อย่ายึดติดกับราคาจนลืมมองเศรษฐกิจ มองภาพรวมเชิงธุรกิจ เพราะอาจจะเกิดการเสียค่าครูได้

สวัสดี


เครดิต Nat_YFS2011

3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW

3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW


CoverAndInfo_08_cs5



Mr. Messenger  AomMoney Guru
เชี่ยวชาญการลงทุนทั้งในหุ้น และกองทุนรวมมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
Facebook | ดูประวัตินักเขียน

ด้วยความที่ Derivative Warrant (DW) ถือเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีความซับซ้อนกว่าการลงทุนในหุ้นธรรมดาในหลายมิติ ฉะนั้น นอกจากจะต้องวิเคราะห์ว่าหุ้นที่เราสนใจนั้น กำลังจะขึ้นหรือกำลังจะลงแล้ว นักลงทุนใน DW ยังต้องคัดกรอง DW แต่ละตัวก่อนที่จะใส่เงินลงไปด้วย เพราะ สมมติว่า คุณสนใจลงทุนใน Call DW ของหุ้น PTT คุณจะพบว่ามี DW หลายตัวที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์คนละบริษัท หรือบริษัทเดียวกัน แต่ก็คนละซีรี่ย์ แบบนี้ ใครดูไม่เป็น หรือดูไม่ละเอียด ได้มีงงเป็นไก่ตาแตกแน่นอนนะครับ

นอกจากค่า Delta และ DW Sensitivity ที่ได้บอกไปในบทความตอนที่ 2 แล้ว ยังมีอัตราส่วนอีก 3 ตัวที่นักลงทุนใน DW ต้องรู้ ซึ่งเมื่อเข้าใจปั๊บ ก็เหมือนไขรหัสลับ เลือก DW ตัวที่ใช้ให้กับคุณได้ไม่ยากเลยทีเดียว


CoverAndInfo_08_cs5  3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW 3                                                 dw2 01
1.  Gearing Ratio หรือ อัตราทด ใช้บอกความแรงของ DW ตัวนั้นๆ ว่าวิ่งแรงเป็นกี่เท่าของหุ้นอ้างอิง เช่น DW ตัวหนึ่ง คำนวน Gearing Ratio ได้ 10 เท่า นั้นหมายถึง ถ้าหุ้นอ้างอิงบวกขึ้นไปเท่าไหร่ DW ตัวนั้นจะวิ่งแรงขึ้นเป็น 10 เท่าของราคาหุ้นอ้างอิง นั้นแสดงว่า เวลาจะเลือก DW ซักตัว ใครที่รักความเสี่ยง และอยากใช้เงินน้อย ก็ให้เลือก DW ที่มี Gearing Ratio สูงๆนั่นเอง
gearing-2  3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW gearing 2
2.  Effective Gearing ตัวนี้ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญในการวิเคราะห์ DW เลยครับ สูตรคำนวนคือ



CoverAndInfo_08_cs5  3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW effective gearing
Effective Gearing ใช้ในการวัดราคาการเปลี่ยนแปลงของ DW เป็นในรูปเปอร์เซ็นต์ (%) เพื่อให้อธิบายการเคลื่อนไหวของ DW ได้ชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Call DW ตัวหนึ่ง มี Effective Gearing = 10 เท่า ก็หมายความว่า ถ้าราคาหุ้นเอ้างอิงบวกไป 1% ตัว DW ก็จะบวกได้ถึง 10% (หรือ 10 เท่าของราคาหุ้นอ้างอิงนั้นเอง)



3.  Implied Volatility หรือ ความผันผวนแฝง
เจ้าความผันผวนแฝงนี้ จะบอกระดับของความผันผวนของ DW ตัวนั้น ที่เทรดในตลาด โดยแสดงค่าออกมาเป็นรูปเปอร์เซ็นต์ (%) เช่นเดียวกับ Effective Gearing วิธีการคำนวน อย่าไปรู้ครับ เราไปรู้วิธีใช้กันดีกว่า

Implied Volatility ใช้ในการเปรียบเทียบราคา DW ที่มีลักษณะคล้ายกัน หรือ มีหุ้นอ้างอิงตัวเดียว วิธีการดูก็คือ ถ้า DW ตัวไหนมีค่า Implied Volatility สูงกว่าอีกตัว แสดงว่า DW ตัวนั้นแพง (เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ)

แล้วที่ Implied Volatility มันไม่เท่ากัน เกิดจากอะไรล่ะ?
  • Demand Supply ของ DW แต่ละตัวไม่เท่ากัน ถ้า DW ตัวไหนคนเทรดเยอะ ก็มักจะมี Implied Volatility สูงตามไปด้วย ดังนั้น การลงทุนใน DW ดูแค่ตัวไหนเทรดกันเยอะๆ สถาพคล่องสูงๆไม่ได้แปลว่าดีเสมอไปนะครับ ต้องดู Implied Volatility เปรียบเทียบด้วย ไม่งั้นกลายเป็นซื้อของแพงไปโดยใช่เหตุ
  • ความผันผวนของราคาหุ้นอ้างอิงแต่ละตัวไม่เท่ากัน ถ้าเราเทียบ Implied Volatility ใน DW ที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน ราคาใช้สิทธิเท่ากัน แต่เป็นหุ้นคนละตัวกัน Implied Volatility ก็ไม่เท่ากันนะครับ เพราะหุ้นแต่ละตัว มันไม่เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันตลอดเวลา และ ความต้องการซื้อขายของนักลงทุนก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

ง่ายๆสั้นๆ เราควรเลือก DW ที่มี Implied Volatility ต่ำไว้ก่อนถ้าเป็นไปได้นะครับ
ถึงตรงนี้ ก็มีคนตะโกนถามขึ้นมาว่า เฮียครับ แล้วผมจะไปหาอัตราส่วน ตัวเลขพวกนี้จากไหน?

ง่ายสุดๆ เพราะหน้าจอ Streaming Pro ที่ทุกท่านใช้เทรดกันอยู่ทุกวัน มีตัวเลขเหล่านี้ให้ดูแบบ Real Time เลยทีเดียวครับ Log In เข้า Streaming Pro ของท่าน แล้วเพียงแค่กดเมนู Quote ด้านบน พิมพ์เลือกตัว DW ที่ท่านสนใจ แล้วกุญแจทั้ง 5 ดอก เพื่อให้คุณพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนก็จะปรากฏมาที่บนหน้าจอพร้อมกับรายละเอียดอื่นๆ ทั้งวันหมดอายุ อัตราส่วนการใช้สิทธิ สถานะว่า In-The-Money , At-The-Money หรือ Out-The-Money
ที่คุณต้องทำก็คือ ก่อนเทรดทุกครั้ง หันมาเปิดดูมันซักหน่อย ก็จะรู้ว่า DW ตัวนั้นคือคุณค่าที่คุณคู่ควรหรือเปล่า

ได้กุญแจสำคัญ 3 ดอกกันไปแล้ว เราไปดูกลยุทธ์เลือก DW เพื่อเก็บกำไรอย่างที่ใจหวังกัน

ขั้นตอนแรก วิเคราะห์ และอ่านแนวโน้มของดัขนี หรือ หุ้นอ้างอิง ตัวที่เราสนใจลงทุน
หมายความว่า ก่อนลงทุนใน DW ถ้าเป็น DW อ้างอิงราคาดัชนีอย่างหุ้นไทย เราก็ควรเข้าใจ และมีมุมมองที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่า ตามความเห็นของเรา หุ้นไทย จะเคลื่อนไหวในทิศทางใด ขึ้น หรือ ลง เพราะหากไม่มีมุมมองตั้งแต่เริ่มต้นลงทุน ก็เหมือนตาบอดคลำช้างครับ ได้กำไร ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกไหม ขาดทุนไป ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิดตรงไหน ลงทุนแบบนี้เหมือนการพนันเกินไป ยังไงซะ ผมแนะนำ วิเคราะห์ และหาแนวโน้มครับ ถ้าเลือก DW ที่อ้างอิงหุ้น ก็วิเคราะห์ทิศทางราคาหุ้น ถ้าเลือก DW อ้างอิงดัชนี ก็ต้องอ่านภาพรวมตลาดให้ได้ก่อน
(จุดตายของนักลงทุนในตลาด มักเริ่มจากการอ่านทิศทางตลาดไม่ขาดตั้งแต่แรกครับ แค่เริ่มต้นก็ผิด ถึงจะวิเคราะห์ DW เลือกเก่งยังไง ซื้อไปก็มีความเสี่ยงผิดทางอยู่ดี)

ขั้นตอนที่สอง กลับมามองระยะเวลาการลงทุนของเรา
พอมีมุมมอง (View) ต่อการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์อ้างอิงแล้ว เนื่องจาก DW แต่ละตัว มีอายุครบกำหนดไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรตรวจสอบอายุคงเหลือของ DW ก่อนเป็นอันดับแรกว่า มีเหลือพอระยะเวลาที่เป็นเป้าหมายในการลงทุนหรือเปล่า โดยแนะนำให้เลือก DW ที่เหลืออายุครบกำหนดมากกว่าระยะเวลาเป้าหมายการลงทุนซัก 1-3 เดือนขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยครับ อันนี้ผมเจอกับตัวเลย คือมีเพื่อนที่อยากลองลงทุนใน DW นั่งอ่านแนวโน้ม แต่เคาะขวาทันทีทั้งๆที่ลืมดูอายุว่าเหลืออีก 3 วันก็หมด ราคาหุ้นอ้างอิงยังพักฐานไม่ขึ้นไปไหน พอ DW ครบกำหนดเท่านั้น เหมือนเป็นสัญญาณให้หุ้นอ้างอิงวิ่งยังกับม้าแข่ง ถึงตรงนี้ คงรู้นะครับว่าเพื่อนผม “ร้องไห้หนักมาก”

ขั้นตอนที่สาม ดู Effective Gearing ที่เหมาะกับความเสี่ยงของเราเอง
ยกตัวอย่าง ถ้าเราเป็นพวกเรา “รักความเสี่ยง” (Risk Lover) มี DW ให้เลือก 2 ตัว เมื่อปัจจัยอื่นๆเหมือนกันหมด เราควรเลือก DW ที่มี Effective Gearing สูงกว่า เพราะกำไรจากการที่ราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวตามทิศทางที่เราประเมินไว้ในขั้นตอนที่หนึ่ง มันมีโอกาสได้มากกว่า (แต่ถ้าผิดทาง ก็ขาดทุนหนักกว่าด้วยนะครับ) คนส่วนใหญ่ มักเลือก DW ที่มี Effective Gearing สูงๆไว้ก่อน ถามว่า เป็นความคิดที่ถูกไหม ถึงแม้ความเสี่ยงของเขาจะต่ำ คำตอบก็คือ ไม่ผิดครับ เพราะ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ สามารถลดความเสี่ยง DW ที่มี Effective Gearing สูงๆได้ด้วยการ ลดจำนวนเงินลงทุนลง ก็แค่นั้นเอง เห็นไหม ใช้เงินน้อยลง แต่ยังทำกำไรได้สูงอย่างที่ต้องการ

ขั้นตอนสุดท้าย พิจารณา Implied Volatility อย่างรอบคอบ
ซึ่งคำแนะนำของผมก็คือ ถ้าเราเจอ DW 2 ตัว ที่หุ้นอ้างอิงเป็นตัวเดียวกัน อายุคงเหลือเท่ากัน Effective Gearing  ก็ไม่ต่างกัน เราควรเลือก DW ตัวที่มี Implied Volatility ต่ำกว่า สาเหตุเป็นเพราะ Implied Volatilityเป็นค่าที่บอกเราว่า DW ตัวนั้นมีความผันผวนสูงเกินไปหรือเปล่า
ถึงแม้ DW จะเสี่ยงสูงอยู่แล้ว แต่เราน่าจะอยากได้ DW ตัวที่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับหลักทรัพย์อ้างอิง โดยที่ไม่ผันผวนจนอ่านทิศทางลำบาก ถูกไหมครับ? ดังนั้น Implied Volatility ต่ำ ก็แปลว่า โอกาสที่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนใน DW จะใกล้เคียงหรือเท่ากับการวิเคราะห์และเมินของเราก็จะสูงขึ้น

ไม่ใช่คิดว่า ยังไงๆ DW ก็ดูผันผวน ดูเสี่ยงกว่าหุ้นปกติอยู่แล้ว ถ้าเป็นแบบนั้น ก็เลือกอันที่มันเสี่ยงทุกอย่างซะเลย คิดแบบนี้ ขาดทุนแน่นอนครับ ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง หัวใจของการหากำไรก็คือ การควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสม ไม่ใช่เสี่ยงไปเรื่อยเหมือนผีพนันนะครับ
เครดิต mrmessenger