วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

รู้จัก ใบสำคัญแสดงสิทธิ์อนุพันธ์(Derivative Warrant)

 รู้จัก DW 
 DW คืออะไร 
 ทำไมต้องลงทุนใน 
 วิธีการเลือก DW 
 ความเสี่ยงจากการลงทุนใน DW 
 ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ DW 



 DW คืออะไร

Derivative Warrant (DW) หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ คือ ตราสารที่ผู้ออกให้สิทธิกับผู้ซื้อในการซื้อ (ขาย) หลักทรัพย์อ้างอิงในอนาคตในราคา จำนวน และเวลาที่กำหนด โดยผู้ออก DW เป็นบุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนผู้ออกหลักทรัพย์อ้างอิง 
   DW จำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
   • สิทธิในการซื้อ (Call): ให้สิทธินักลงทุนในการซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงในราคาและเงื่อนไขที่กำหนด
   • สิทธิในการขาย (Put): ให้สิทธินักลงทุนในการขายหลักทรัพย์อ้างอิงในราคาและเงื่อนไขที่กำหนด

   ชื่อย่อ DW
   DW เป็นหลักทรัพย์ชนิดหนึ่งที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และมีชื่อย่อที่ใช้ในการซื้อขายเช่นเดียวกันกับการซื้อขายหลักทรัพย์ชนิดอื่นๆ เช่น    หุ้น, สัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ออปชัน ฯลฯ โดยชื่อย่อ DW มี 12 ตัวอักษร ดังนี้


  
สัญลักษณ์ความหมาย
UUUUชื่อย่อสินค้าอ้างอิง (สูงสุด 4 ตัวอักษร)
IIรหัสผู้ออก DW (CIMBS = 07)
Cประเภทของสิทธิ
C = Call Warrant หรือ สิทธิในการซื้อ
P = Put Warrant หรือ สิทธิในการขาย
YYMMปี-เดือนที่มีการซื้อขายสุดท้าย
Aรุ่นที่ออก DW (A - Z)

   มูลค่าของ DW
  มูลค่าหรือราคาของ DW ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้   

1. มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) 
สามารถคำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคาใช้สิทธิและราคาหุ้นอ้างอิงแล้วปรับด้วยอัตราการใช้สิทธิ โดยมูลค่าที่แท้จริงของ DW แต่ละประเภท คำนวณได้ดังนี้
   
Call Warrant : Max ( 0 , S - X ) / Excercise Ratio


Put Warrant : Max ( 0 , X - S ) / Excercise Ratio
โดยที่ Max ( ) คือ ค่าสูงสุดระหว่างศูนย์และ S – K หรือ K – S (แล้วแต่กรณี)
S คือ ราคาหุ้นอ้างอิง
K คือ ราคาใช้สิทธิ
Conversion Ratio คือ อัตราใช้สิทธิ

จะเห็นได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อมูลค่าที่แท้จริง คือ ราคาหุ้นอ้างอิง เนื่องจากราคาใช้สิทธิและอัตราการใช้สิทธิเป็นค่าคงที่ (ยกเว้นกรณีปรับสิทธิ) กรณีที่ DW มีสถานะ At-the-money (ATM) หรือ Out-of-the-money มูลค่าที่แท้จริงจะมีค่าเป็นศูนย์ (!!! มูลค่า DW อาจไม่เท่ากับศูนย์ถ้ายังมีมูลค่าตามเวลา) แต่ถ้า DW มีสถานะ In-the-money มูลค่าที่แท้จริงจะมีค่ามากกว่าศูนย์

2.มูลค่าตามเวลา (Time Value) สามารถประเมินได้จากส่วนต่างระหว่างมูลค่า DW และ มูลค่าที่แท้จริง กล่าวคือ     

Time Value = DW Value Intrinsic Value

มูลค่าตามเวลาแสดงถึงโอกาสที่ DW จะมีสถานะ In-the-money ในช่วงอายุคงเหลือของ DW ดังกล่าว ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดมูลค่าตามเวลา ได้แก่ อายุคงเหลือของ DWความผันผวนของหลักทรัพย์อ้างอิง (Volatility) และสถานะของ DW เป็นต้น โดยแต่ละปัจจัยส่งผลต่อมูลค่าตามเวลา ดังนี้


ปัจจัยที่มีผลต่อราคา DW

 ทำไมต้องลงทุนใน DW

ใช้เงินลงทุนน้อย
 นักลงทุนสามารถซื้อ DW ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นที่ตนเองสนใจ โดยใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง (Gearing) ซึ่งจะทำใหอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับสูงมากเมื่อเทียบกับเงินลงทุน (ระวัง!!! กำไรสูงกว่า แต่อาจขาดทุนสูงกว่าได้)

ตัวอย่าง
วันที่
ABCD
ABCD07CA
ราคา%การเปลี่ยนแปลงราคา%การเปลี่ยนแปลง
22 พ.ย. 25556.15-0.40-
28 ธ.ค. 25557.1516.26%0.5742.5%

สมมติว่า ABCD07CA มีอัตราการใช้สิทธิเท่ากับ 3.5 หน่วยต่อ 1 หุ้น และนักลงทุนมีเงินลงทุน 1,000,000 บาท ทางเลือกที่นักลงทุนสามารถทำกำไรจากทิศทางราคาหลักทรัพย์ข้างต้น คือ
1) ซื้อหุ้น ABCD จำนวน 162,600 หุ้น ที่ราคา 6.15 บาทต่อหุ้น ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 999,990 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)
2) ซื้อ ABCD07CA จำนวน 569,100 หน่วย ที่ราคา 0.40 บาทต่อหน่วย ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 227,640

จะเห็นได้ว่า การลงทุนใน DW จะมีสถานะเทียบเท่ากับการซื้อหุ้น ABCD 162,600 หุ้น แต่นักลงทุนใช้เงินลงทุนเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 ของเงินลงทุนในหุ้น และยังได้รับอัตราผลตอบแทนถึง 42.5%
เป็นเครื่องมือบริหารการเงิน
กรณีที่นักลงทุนมีพอร์ตการลงทุนเป็นหุ้นและคาดว่าราคาหุ้นดังกล่าวมีแนวโน้มจะสูงขึ้น แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในปัจจุบัน นักลงทุนอาจเปลี่ยนจากการถือครองหุ้นมาเป็นการซื้อ DW ประเภทสิทธิในการซื้อ (Call) แทนได้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารเงินและยังคงทำกำไรจากทิศทางการปรับตัวของราคาหุ้นด้วยเช่นกัน

ขาดทุนจำกัด แต่กำไรไม่จำกัด ลักษณะพิเศษข้อหนึ่งของ DW คือ นักลงทุนสามารถจำกัดผลขาดทุน (Limited downside) ได้เท่ากับเงินลงทุนใน DW แต่สามารถทำกำไรได้ไม่จำกัด (Unlimited upside) ตามทิศทางของราคาหุ้นอ้างอิง
สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
การลงทุนในหุ้นจะสามารถทำกำไรได้ในกรณีที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นกว่าต้นทุนที่ซื้อมา ในขณะที่การลงทุนใน DW สามารถทำกำไรได้ไม่ว่าทิศทางราคาหุ้นจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง โดยนักลงทุนที่คาดการณ์ว่าราคาหุ้นอยู่ในขาขึ้น สามารถลงทุนใน DW ประเภทสิทธิในการซื้อ (Call) และในทางตรงกันข้าม นักลงทุนสามารถลงทุนใน DW ประเภทสิทธิในการขาย (Put) เมื่อคาดการณ์ว่าราคาหุ้นอยู่ในขาลง
มีผู้ดูแลสภาพคล่อง
การซื้อขาย DW ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เพื่อรักษาสภาพคล่องการซื้อขาย DW ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดอายุของ DW และเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าการลงทุนใน DW จะมีสภาพคล่องเพียงพอในการเข้าทำรายการซื้อ-ขาย ที่ราคาตลาด ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด (CIMBS) เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับตลาดหลัทรัพย์ฯ เพื่อทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องการซื้อขาย DW ที่ออกโดย CIMBS

 วิธีการเลือก DW 



ความเสี่ยงจากการลงทุนใน DW



 ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ DW 

คำศัพท์ความหมาย
ราคาใช้สิทธิ
(Strike Price/ Exercise Price)
ราคาที่ DW ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อ / ขาย หุ้นอ้างอิง
อัตราการใช้สิทธิ
(Exercise Ratio)
จำนวนหน่วยของ DW 1 หน่วย สามารถใช้สิทธิซื้อ / ขายหุ้นอ้างอิงได้กี่หุ้น เช่น อัตราการใช้สิทธิเท่ากับ 0.1 หมายถึง ใช้ DW 10 หน่วย ต่อหุ้นอ้างอิง 1 หุ้น เป็นต้น
มูลค่าที่แท้จริง
(Intrinsic Value)
 Call DW: Max (0, ราคาหุ้นอ้างอิง – ราคาใช้สิทธิ)
 Put DW: Max (0, ราคาใช้สิทธิ – ราคาหุ้นอ้างอิง)
โดย Max() หมายถึงค่าที่สูงที่สุดระหว่างศูนย์ และ ราคาหุ้นอ้างอิง – ราคาใช้สิทธิ (หรือ ราคาใช้สิทธิ – ราคาหุ้นอ้างอิง)
มูลค่าตามเวลา
(Time Value)
ราคา DW ในตลาดหลักทรัพย์ฯ – มูลค่าที่แท้จริง
At-the-Moneyสถานะของ DW (ทั้งประเภท Call และ Put) เมื่อราคาหุ้นอ้างอิง = ราคาใช้สิทธิ
In-the-Money สถานะของ Call DW ที่ราคาใช้สิทธิ < ราคาหุ้นอ้างอิง หรือ
 สถานะของ Put DW ที่ราคาใช้สิทธิ > ราคาหุ้นอ้างอิง
Out-of-the-Money สถานะของ Call DW ที่ราคาใช้สิทธิ > ราคาหุ้นอ้างอิง หรือ
 สถานะของ Put DW ที่ราคาใช้สิทธิ < ราคาหุ้นอ้างอิง
พรีเมียม
(%Premium)
อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นอ้างอิงที่ควรจะเป็นในขณะที่ใช้สิทธิหรือ ณ วันครบกำหนดอายุของ DW เพื่อให้ผู้ถือ DW ถึงจุดคุ้มทุน (Break-even) คำนวณได้ดังนี้

อัตราทด
(Gearing Ratio)
ค่าที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคา DW กับราคาหุ้นอ้างอิง โดยบ่งชี้อัตราการเปลี่ยนแปลงของ ราคา DW เมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนไป 1% คำนวณได้ดังนี้

 โดยทั่วไป ยิ่งอัตราทดสูง จะทำให้ DW มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น แต่อัตราทดจะใช้ได้ผลน้อยลง กรณีที่ DW อยู่ในสถานะ out-of-money (OTM) ไปมากแล้ว
 เป็นตัวชี้วัดที่คำนวณง่าย แต่ใช้ได้ไม่ดีในระยะยาว
 ส่วนใหญ่มักใช้ในระยะสั้น
ค่าความผันผวน
(Implied Volatility)
ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์อ้างอิงที่คำนวณจากราคา DW ปัจจุบันในตลาดหลักทรัพย์




 เครดิต i*Trade@CIMB

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น