วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Value investor in 21century นักลงทุน 4 ประเภท : กลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21

การลงทุน (Investment) ได้กลายเป็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่งแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งน่าจับตามองยิ่ง โดยเฉพาะเมื่ออินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์สะดวกรวดเร็ว คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มีเงินทองมหาศาล จึงสามารถเข้าร่วมในเกมแห่งความร่ำรวยนี้ได้
การลงทุนที่ดูเหมือน “รวยง่าย ไม่ต้องทำงานหนัก” ก็อาจไม่ได้เป็นสวรรค์สำหรับทุกคนเสมอไป เปรียบประดุจดั่งการแข่งขันช่วงชิงทางธุรกิจ ที่ต้องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ได้รับและผู้สูญเสีย ดังนั้น การลงทุนที่ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำจึงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น หากทว่า กลับต้องอาศัยความมานะทุ่มเทในการศึกษาเรียนรู้ทั้งในเชิงทฤษฎีและประสบกาณ์ในการปฏิบัติ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการซื้อขายช่วงชิงความได้เปรียบ ตลอดจนการควบคุมจิตใจไม่ให้ถูกความโลภและความกลัวเข้าครอบงำ จึงจะสามารถฟันฝ่าไปสู่ผลกำไรตามที่มุ่งหวังไว้
1. นักลงทุนหุ้นปั่น
สิ่งที่ทำให้ “หุ้นปั่น” แตกต่างจากหุ้นประเภทอื่น ไม่ได้อยู่ที่การเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียว เพราะแม้แต่หุ้นพื้นฐานดี ก็ยังมีช่วงเวลาที่ระดับราคามีความผันผวน หากทว่าความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ หุ้นปั่นถูกควบคุมโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งทำให้ระดับราคามีความบิดเบือนจากกลไกตลาดค่อนข้างมากกว่าหุ้นปกติทั่วไป
หุ้นปั่นจึงนิยมเล่นกันในช่วงตลาดซบเซา หุ้นใหญ่หุ้นดีทั้งหลายล้วนไม่มีใครใส่ใจ จึงเป็นโอกาสที่ดีของหุ้นปั่นได้แสดงตัวโดดเด่น เพื่อยั่วเย้าให้นักลงทุนแมงเม่าทั้งหลายเข้ามาล้อเล่นไฟ
คำแนะนำในการเล่นหุ้นปั่น ย่อมไม่มีอะไรมาก เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเมตตาปราณีของนักลงทุนกลุ่มน้อยที่ควบคุมสถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ
2. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบสวนตลาด (Contrarian Value Investor)
เราคงหาคำนิยามให้กับ Value Investor ได้ยาก เพราะต่างคนก็ตีความแตกต่างกันไป หากทว่าสิ่งที่มีร่วมกันของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ การวิเคราะห์หุ้นว่าเป็นตัวแทนของธุรกิจ ดังนั้น จึงเลือกลงทุนในหุ้นเหมือนกับการเลือกลงทุนในธุรกิจ หากราคาที่ซื้อหุ้นน้อยกว่ามูลค่าของบริษัทนั้น ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรให้ได้ในอนาคต
จุดแข็งของนักลงทุนประเภทนี้ คือ เลือกซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำ ดังนั้น หากตลาดฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งหรือหุ้นที่ซื้อไปมีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีนักลงทุนจำนวนมากเข้ามาแย่งกันซื้อหุ้นตัวนี้ นักลงทุนแบบสวนตลาดที่ซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีใครสนใจ ก็จะได้กำไรมหาศาล สมดังที่รอคอย
หากทว่าจุดอ่อนของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ การที่หุ้นลงมาราคาต่ำให้เราเลือกซื้อ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นหุ้นที่ดีจริง บางทีอาจเพราะบริษัทนี้มีข้อมูลบางอย่างที่เราไม่รู้ก็เป็นได้ หรือแม้กระทั่งการประเมินอนาคตบริษัทของเรายังกระทำได้ไม่รอบคอบ จึงทำให้ผิดพลาดไป
นักลงทุนแบบ Contrarian Value Investor ที่เลือกซื้อหุ้นซึ่งคิดว่าดี ในช่วงตลาดขาลง ย่อมต้องอาศัยสติปัญญาและการค้นคว้ามหาศาล เพราะเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ซึ่งอาจต้องลามไปถึงการวิเคราะหคู่แข่งและภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมด้วย ดังนั้น นักลงทุนรายย่อย จึงมักเสียเปรียบนักลงทุนรายใหญ่ที่สามารถลงทุนในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีกว่า
การลงทุนในช่วงตลาดขาลง แม้ว่าเราเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดีได้ถูกต้อง แต่ราคาที่ซื้อไว้ต่ำแล้ว ก็อาจต่ำลงไปได้อีก เพราะนักลงทุนคนอื่นเกิดความกลัวจึงขายลงมาโดยไม่สนใจพื้นฐาน ทำให้นักลงทุนประเภทนี้ต้องอดทนกับการถือหุ้นเป็นเวลานาน จึงทำให้เสียโอกาสในการซื้อหุ้นที่ดีตัวอื่นไป
โดยเฉพาะเมื่อตลาดกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง แต่หุ้นของเราไม่ใช่หุ้นที่ตลาดสนใจ ก็จะต้องอดทนถือต่อไป
บางทีคนที่เล่นหุ้นตัวอื่นซึ่งตลาดในช่วงขาขึ้นสนใจมากกว่า อาจทำกำไรต่อครั้งได้น้อยกว่า แต่เมื่อทบรวมกันหลายครั้ง ทั้งรายวัน รายเดือน รายปี ก็อาจมากกว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้นดีราคาต่ำ ซึ่งได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ต้องใช้เวลาหลายปี
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนประเภทนี้ก็มีข้อได้เปรียบกว่านักลงทุนที่แห่ตามตลาด ก็คือ ความสงบนิ่งของจิตใจไม่หวั่นไหวไปตามข่าวดีข่าวร้ายที่เข้ามากระทบ ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ เพราะพวกที่คิดว่าเข้าใจตลาดดี จึงเข้าไปซื้อขายทุกครั้งที่มีความเคลื่อนไหวของราคา สุดท้ายมักเป็นฝ่ายปราชัย เนื่องจากไม่สามารถควบคุมจิตใจให้เป็นกลางได้ ไม่ฉิบหายเพราะความโลภก็ต้องย่อยยับเพราะความกลัว
หากทว่า การไม่หวั่นไหว ก็อาจกลายเป็นผลร้ายได้ เมื่อพื้นฐานธุรกิจของหุ้นที่เราเคยคิดว่าดี มีความเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เมื่อถึงเวลานั้นการตัดสินใจขายหุ้นออกไปก็จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นขึ้นมา แม้ว่าจะต้องขาดทุนและเจ็บช้ำบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของการลงทุน
สิ่งที่จะช่วยเพิ่มแต้มต่อให้กับนักลงทุนแบบ Contrarian Value Investor ก็คือ การเลือกหุ้นที่มีสภาพคล่องพอสมควร(liquidity) แม้ว่าในสายตาของนักลงทุนประเภทนี้ที่เคร่งครัดจะมองว่า หุ้นที่มีสภาพคล่องดี มักมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป หากทว่า ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งธุรกิจมีความผันผวนมากกว่าเดิม การเตรียมทางหนีทีไล่ที่ดีไว้ ทั้งการตัดขาดทุนและเคลื่อนย้ายกำไรไปลงทุนหุ้นตัวอื่น ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
อย่าให้คุณต้องประสบกับภาวะที่ว่า หุ้นมีกำไร แต่ไม่มีใครสนใจซื้อต่อจากคุณ
3. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบตามตลาด (Bullish Value Investor)
นักลงทุนประเภทนี้ มีความคล้ายคลึงกับนักลงทุนประเภทที่ 2 คือ เลือกซื้อหุ้นที่คิดว่าน่าจะมีอนาคตทางธุรกิจที่สดใส หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในภาวะปกติ
หากทว่า นักลงทุน Bullish Value Investor จะไม่ยอมเสี่ยงซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาลง ที่คนส่วนใหญ่กำลังเทขายอย่างเมามัน เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหุ้นตัวนี้จะกลับขึ้นมาเมื่อไร หากซื้อไปแล้วหุ้นยังลงต่อ ก็อาจทำให้เสียโอกาสในการนำเงินไปซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีตัวอื่น ซึ่งอาจจะกลับขึ้นมาได้ก่อน ทำกำไร 1 iv[ แล้วค่อยย้อนคืนมาซื้อหุ้นตัวนี้ที่ยังเชื่องช้าไม่ไปไหนก็ยังไม่สายเกินไป
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การที่หุ้นพื้นฐานดีที่เราเล็งไว้ ถูกเทขายจนราคาลดต่ำลงมา ก็อาจเป็นเพราะว่านักลงทุนคนอื่นมองว่าหุ้นตัวนี้ไม่ได้มีธุรกิจที่สดใสเหมือนดั่งที่เราคิด ดังนั้น การที่ปล่อยให้หุ้นตัวนี้กลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งแล้วค่อยซื้อตาม ก็อาจเป็นการยืนยันว่ามีคนอย่างน้อยจำนวนหนึ่งที่เห็นด้วยกับเราว่าหุ้นตัวนี้มีอนาคตที่ดี
นี่คือ บทพิสูจน์คุณค่าของหุ้นแบบหนึ่ง เพราะการวิเคราะห์ธุรกิจและสภาพการแข่งขันของเราอาจไม่รอบด้านพอ อาจมีแง่มุมที่คิดไม่ถึง การมีนักลงทุนคนอื่นมาร่วมตรวจสอบซื้อหุ้นตัวนี้ก่อนหน้าเรา ก็อาจเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไป เพื่อเพิ่มความมั่นใจและลดความเสี่ยงที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด
จุดอ่อนของการลงทุนแบบ Bullish Value Investor คือ การรอให้นักลงทุนคนอื่นเป็นผู้บุกเบิกตลาดก่อน จึงอาจทำให้ได้หุ้นที่มีราคาสูงขึ้นอีกนิด ดังนั้น หากขายที่ราคาเท่ากัน นักลงทุนกลุ่มนี้ก็จะได้กำไรที่น้อยกว่า
ยิ่งกว่านั้น การที่มีคนอื่นซื้อหุ้นไปก่อนเรา แล้วดันราคาขึ้นมาให้ดูเป็นขาขึ้น (Bullish) ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นตัวนี้จะเป็นหุ้นดีหรือระดับราคาจะพุ่งขึ้นต่อไป เพราะก็มีหลายครั้งที่นักลงทุนตามแห่กันไปโดยที่ไม่ได้วิเคราะห์อย่างรอบคอบเลย
จุดแข็งของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ การไม่ต้องเสียเวลารอคอยกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งนานเกินไป เพราะหากหุ้นที่คิดว่าดีตัวนั้นยังอยู่ในช่วงสร้างฐานเพื่อทะยานขึ้นก็จะยังไม่ลงทุน และหันไปลงเงินกับหุ้นดีที่ทะยานขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ดังนั้น แม้อาจจะทำกำไรได้น้อยกว่าเพราะซื้อที่ราคาสูงกว่า แต่ก็มีช่วงเวลาลงทุนที่สั้นกว่า ซึ่งถ้าทบกันหลายรอบในแต่ละปี ก็อาจทำกำไรได้มากกว่านักลงทุนContrarian Value Investor ที่ซื้อราคาต่ำแต่ต้องรอคอยหลายปีได้
อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาขึ้น ก็อาจทำให้มีเวลาในการตัดสินใจที่น้อยกว่าปกติ หลายครั้งที่นักลงทุนประเภท Bullish Value Investor ต้องเผลอไผลไปซื้อหุ้นซึ่งมีพื้นฐานธุรกิจที่ดีน้อยกว่า เพียงเพราะว่าหุ้นตัวนี้วิ่งขึ้นมาก่อน จึงทำให้พลาดโอกาสที่ดีกว่าไป ยิ่งกว่านั้นเมื่อการซื้อขายเปลี่ยนหุ้นกระทำบ่อยครั้ง ก็ติดเป็นนิสัยที่ต้องมีหุ้นให้เล่นตลอดเวลา ดังนั้น ในยามที่ไม่มีหุ้นพื้นฐานดีให้เล่นอีกแล้ว หลายครั้งก็จะหันไปหาหุ้นธรรมดาทั่วไปหรือแม้กระทั่งหุ้นปั่น ซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้กลยุทธ์และการคิดวิเคราะห์มีความสับสน ซึ่งอาจนำไปสู่หายนะทางการลงทุนได้
4. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบชั่วคราว (Temporal Value Investor)
นักลงทุนประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรายย่อย ที่มีเงินลงทุนจำกัด หากทว่ามีความต้องการรวยเร็ว คิดว่าจะสามารถทำเงินได้หลายร้อยเปอร์เซนต์ ภายในเวลาไม่นานนัก ซึ่งสุดท้ายก็จะได้พบว่า โลกความจริงไม่ได้งดงามดั่งฝัน
ในช่วงตลาดขาขึ้น ทุกสิ่งย่อมสวยงาม จะลงทุนในหุ้นอะไรก็ดูดีไปหมด แม้ว่าซื้อแล้วราคาจะตกลงมา แต่ไม่กี่วันก็กลับขึ้นไป จนกระทั่งทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
เมื่อตลาดค่อยๆเปลี่ยนเป็นขาลง นักลงทุนประเภทนี้ ก็ยังติดในมุมมองที่สวยงามของช่วงขาขึ้น จึงค่อยๆติดหุ้นที่ยอดดอยทีละน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมขาย โดยนิยมหลอกตัวเองว่าเป็นการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี (Value Stock) สุดท้ายเมื่อเผชิญกับภาวะตลาดที่มีการเทขายอย่างหนักหน่วง นักลงทุนแบบ Temporal Value Investor ก็จะเริ่มได้คิด เริ่มหวาดกลัว แล้วก็ตัดสินใจขายออกไปในที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการขาดทุนมหาศาลมากกว่า 30 เปอร์เซนต์ เพราะได้ปล่อยให้อาการขาดทุนได้เรื้อรังมานาน
ที่น่าเศร้าก็คือ เมื่อตัดสินใจขายออกไป ตลาดก็ใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว หุ้นที่ขายไปเริ่มวกกลับขึ้นมา เพราะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี เพียงแต่อยู่ในภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยจึงทำให้ลงหนักเกินไป สุดท้ายนักลงทุนรายใหญ่ที่พึ่งลิ้มรสชาติความเจ็บปวดก็ไม่กล้าที่จะซื้อคืน โดยเฉพาะเมื่อราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เกินกว่าจุดที่ตนเองเคยขายขาดทุนไป ก็เลยได้แต่เฝ้ามองแล้วปล่อยโอกาสผ่านเลยไป
เมื่อนักลงทุนประเภทนี้มีประสบการณ์มากขึ้น บางครั้งก็จะกัดฟันถือหุ้นที่ติดดอยในช่วงตลาดขาขึ้น โดยไม่หวั่นว่าราคาจะลงมาเท่าใด แม้จะขาดทุนถึง 70 เปอร์เซนต์ก็ยังอดทน หากทว่าเมื่อตลาดวกกลับขึ้นมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง หุ้นของตนเองกลับขึ้นมาเพียงเล็กน้อยหรือบางครั้งก็ลงต่ออีกด้วย กว่าจะค้นพบว่าหุ้นที่เลือกนั้นไม่ใช่ Value Stock อย่างที่คิด ก็ต้องเจ็บตัวเลียแผลใจอีกครั้ง
ทางออกของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ เลือกที่จะเป็นนักลงทุนแบบ Contrarian Value Investor หรือ Bullish Value Investor ตามแต่ความถนัด อย่าคิดฝันรวยเร็วเล่นหุ้นตามกระแสรายวัน โดยไม่ไตร่ตรองสภาพความเป็นจริงอย่างรอบด้านเสียก่อน
โดยสภาพแวดล้อมที่จำกัดทั้งด้านการเงินและการวิเคราะห์ค้นหาข้อมูล นักลงทุนรายย่อยจึงน่าจะเลือกวิถีแบบ Bullish Value Investor ซึ่งทำให้ไม่ต้องรอคอยยาวนานเกินไป และมีคนช่วยพิสูจน์หุ้นกรุยทางให้ก่อนแล้ว ที่สำคัญก็คือ การเลือกเล่นหุ้นในตลาดขาขึ้น จะทำให้นักลงทุนรายย่อยไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดของหุ้นในตลาดขาลงที่ส่วนใหญ่จะต้องขาดทุนทางบัญชีก่อนแล้วจึงค่อยกำไรจริง โดยเฉพาะเมื่อความมีเงินน้อยของนักลงทุนรายย่อย ทำให้เกิดความวิตกกังวลมากกว่านักลงทุนรายใหญ่ที่สายป่านยาวกว่า มีข้อมูลเชิงลึกและเหตุผลในการวิเคราะห์มากกว่า
อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ Bullish Value Investor ก็ต้องอาศัยความยังยั้งชั่งใจในการไม่เล่นหุ้นบางตัวที่พื้นฐานไม่ดีนัก ที่สำคัญยังไม่ควรซื้อขายบ่อยครั้งเกินไป เพราะอาจจะพลาดโอกาสในการทำกำไรมหาศาลได้ เพราะเมื่อขายหุ้นไปแล้วหุ้นกลับขึ้นไปเกินราคาที่เคยซื้อไว้ นักลงทุนโดยมากก็มักไม่กล้าซื้อคืน ปล่อยให้กำไรที่จะได้นับจากนี้ต้องเลือนหายไป
หากว่าไม่สามารถทำใจให้สงบนิ่งไม่หวั่นไหวไปกับข่าวดีข่าวร้ายและความผันผวนของราคาหุ้นได้ นักลงทุนรายย่อยก็อาจเลือกลงทุนแบบ Contrarian Value Investor ที่เน้นการทำกำไรรอบใหญ่รอบเดียวเลย โดยไม่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาอย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ต้องติดตามพื้นฐานกิจการของบริษัทที่ลงทุนไปอย่างใกล้ชิด เพราะหากว่าหุ้นที่เคยคิดว่าดีกลับกลายเป็นหุ้นที่มีอนาคตไม่สดใส ก็จะได้รีบขายออกไป ก่อนที่การขาดทุนจะลุกลามบานปลายไป
สุดท้ายแล้ว แต่ละคนก็จะมีความถนัดรักชอบแตกต่างกันไป จึงควรแสวงหา “วิถีการลงทุน” ที่สอดคล้องกับนิสัยใจคอ โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องเลือกรูปแบบทั้ง 4 ที่นำเสนอในบทความนี้เลยก็ได้ หรือ อาจเป็นการผสมผสานแต่ละรูปแบบให้เป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง
สิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากให้คิดกันไว้ก็คือ การลงทุนที่ดี ไม่เคยเกิดขึ้นจากความโลภที่เกินขอบเขต โดยเฉพาะนักลงทุนระดับ Buffett ที่เป็นตำนานอันดับหนึ่งของวงการลงทุน ก็มีผลตอบแทนเฉลี่ยไม่เกิน 40 เปอร์เซนต์ต่อปี ดังนั้น หากปีใดเราทำกำไรได้เกิน 40 เปอร์เซนต์ก็อย่าพึ่งลำพองใจ ให้เตรียมสติไว้รับมือกับปีที่เลวร้ายบ้าง
ไม่มีใครเป็นผู้ชนะตลอดกาล แต่คนที่ยึดติดกับชัยชนะในอดีตของตน ย่อมทำให้จิตใจยึดติด ไม่เปิดกว้างต่อความจริงแบบใหม่ ในที่สุดก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ
สิ่งสำคัญที่ทำให้ Buffett เป็นอภิมหาเศรษฐีมากกว่านักลงทุนที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีกว่า จึงไม่ใช่ฝีมือในการลงทุน หากทว่าเป็นความล้ำเลิศในการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวกับการลงทุน แม้ว่าจะทำกำไรจากการลงทุนได้เพียง 40 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่เนื่องจากฐานเงินลงทุนที่ระดมมาได้จากหลากหลายกลยุทธ์มีขนาดที่มหาศาลกว่านักลงทุนคนอื่นหลายร้อยเท่า จึงทำให้ Buffett ได้รับชัยชนะไปในท้ายที่สุด
กลยุทธ์ที่คิดว่า “การลงทุน เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการทำให้รายได้ที่มีพอกพูนกว่าฝากเงินในธนาคาร” จึงน่าจะดีกว่าวิธีคิดแบบว่า “เราไม่ต้องทำธุรกิจให้เหนื่อยยากอีกต่อไป อาศัยเงินลงทุนเพียงน้อยนิด ก็จะสร้างผลกำไรมหาศาลได้ โดยการฝึกฝนตัวเองให้เป็นอัจฉริยะด้านการลงทุน” เพราะความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า Buffett ไม่ได้รวยเหนือกว่านักลงทุนรายอื่นเพราะผลตอบแทนจากการลงทุน หากทว่ามาจากการสร้างธุรกิจที่ทำให้สามารถระดมเงินสดมาลงทุนได้มหาศาลกว่านักลงทุนรายอื่นนั่นเอง
การเป็นนักลงทุนที่ดี จึงต้องควบคู่ไปกับการเป็นนักธุรกิจที่ดี หรืออย่างน้อยก็เป็นลูกจ้างที่ดี เพราะแม้ว่าทั้งสองแนวทางจะใช้ทักษะที่แตกต่างกัน แต่ก็มีบางอย่างที่ช่วยเสริมประสานกัน โดยเฉพาะการฝึกฝนบ่มเพาะตัวเองผ่านการสร้างธุรกิจ ย่อมทำให้เราเข้าใจความจริงของชีวิตได้ดีขึ้น รู้ว่าชีวิตมีหลายฤดูกาล ทั้งในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูลูกค้าแย่งกันอุดหนุน และในช่วงซบเซาที่ลูกค้าหนีหาย ที่สำคัญยังต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้ถูกความโลภและความกลัวชักนำไป ทั้งในการเจรจาต่อรองกับลูกค้าและในการตัดสินใจเพิ่มหรือลดขนาดการลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ในขณะที่การเป็นลูกจ้างที่ดี ก็จะช่วยให้เราฝึกฝนวินัยในตัวเอง ไม่ผันผวนไปกับสิ่งล่อตาล่อใจ จนกระทั่งสูญเสียแผนการที่ตั้งใจไว้ ที่สำคัญยังต้องสร้างสมดุลระหว่างความคิดสร้างสรรค์เพื่อค้นพบคุณค่าใหม่และระเบียบวิธีในการค้นหาข้อมูลหลักฐานที่ครบถ้วนรอบด้านเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งหมดนี้ จึงน่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้เป็นอย่างดี


วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Stop loss and Trailing stop การตั้งจุด Stop loss และ Trailing stop โดยไม่ใช้กราฟ

การตั้งจุด Stop loss และ Trailing stop โดยไม่ใช้กราฟ...ใช้แค่ใจและวินัยเทรด..ก็พอ!!


ห่างหายไปพอสมควรสำหรับบทความที่เกี่ยวกับการลงทุนครับ...วันนี้ก็จัดให้ซะหน่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การเทรดแบบมีจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และการเลื่อนจุดตัดขาดทุน (Trailing Stop) ครับ วิธีที่ผมจะอธิบายนี่ไม่เกี่ยวกับกราฟเลยน่ะครับ ใช้แค่วินัยเทรดและความเสี่ยงในการเทรดต่อครั้งที่คุณรับได้ ก็เท่านั้นเอง

...พร้อมแล้วชิมิ!! งั้นไปลุยกัน!!!...

จากประสบการณ์เทรดอันน้อยนิดมหาศาล (สรุปว่าน้อยหรือมากหว่า ฮ๋าๆๆผมได้ข้อสรุปอย่างนึงครับว่า...
นักลงทุนแทบทุกคนไม่มีปัญหา...เวลาซื้อ
แต่มักจะตายน้ำตื้น...เวลาขาย...หรือ...ตัดขาดทุน

จริงอยู่ครับ...ตลาด ณ จุดนี้ (SET อยู่ที่ประมาณ 1130 – 1150 จุดเป็นตลาดขาขึ้นในภาพใหญ่ หลายๆคนก็อาจจะพูดว่า...ซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้ ถ้ามันลงมาหลุดราคาต้นทุนลงไปซัก 10 – 20%...เราก็ไม่ต้องขาย ขายทำไม ถือไปเถอะ เดี๋ยวมันก็ขึ้นกลับมาใหม่...

ถูกต้องครับ...มันขึ้นอยู่แล้ว..เพราะมันคือตลาดขาขึ้น
!! 

แต่..
!! ขอเตือนเลยครับ...ยามที่ตลาดขาลงมาเยือน...ถ้าคุณไม่ขาย ดื้อถือไปเรื่อยๆ...การันตีได้ว่า...คุณได้ถือหุ้น เฝ้าหุ้น เป็นปีๆแน่นอน...เผลอๆเจ๊งหมดตัว หุ้นไม่ขึ้นมาอีกเลยก็เป็นไปได้
ดังนั้นแล้ว..ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด ที่เราจะควรมีความรู้เรื่องการตัดขาดทุนและการเลื่อนจุดตัดขาดทุน...ต่อให้คุณไม่มีความรู้เรื่องกราฟเทคนิค เทคโน อาชีวะ ก็ตามที...

...คุณก็ตัดขาดทุน...หรือสามารถ 
Let Profit Run ได้อย่างไม่ต้องกังวลใดๆ...
วิธีนี้...ผมการันตีครับว่า...เมื่อคุณเลือกหุ้นที่ชอบแล้ว...คุณเคาะซื้อปุ๊บ...คุณไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอแทบทุกนาทีเลยครับ...เพราะอะไร อ่านจบคุณจะรู้เอง...ถ้าไม่รู้...อ่านใหม่!! อิอิ
..ขออธิบายโดยใช้เหตุการณ์สมมติน่ะครับ เพื่อความง่ายในการเห็นภาพ..

สมมติว่านักลงทุน 
ได้ซื้อหุ้น ที่ราคา 10 บาท โดยที่นักลงทุน สามารถรับความเสี่ยงในการขาดทุนในการลงทุนในหุ้น ได้ที่ 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น...ก็คือ บาท...ต่ำกว่านี้..ตัดขาดทุน!!

ต่อมา...ราคาหุ้น 
ได้ร่วงมาอยู่ที่ 9.20 บาท...ถามว่านักลงทุน ต้องทำอย่างไร?

เครียดประสาทแด๊ก?...นอยด์โทรหามาร์?...ป๋าขาช่วยหนูที?...555
ตอบแทนเลยครับว่า...นักลงทุน จะไม่เครียด ชิลๆ สบายๆ เพราะอะไรนั่นหรือครับ...ก็เพราะ

ราคายังไม่ถึงจุด Stop Loss ที่ตั้งไว้นั่นเอง!!

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น จะมี กรณีทั้งแบบ Best Case และ Worst Case น่ะครับ


          ราคาหุ้น ร่วงไปถึง บาทหรือหลุด บาท...ในกรณีนี้...นักลงทุน จะยอม Stop Loss ทันที โดยที่ไม่สนใจว่า หุ้นอาจจะรีบาวน์หรือดีดกลับได้ในอนาคต...เพราะวินัยการลงทุนของนักลงทุน คือ ถ้าถึงจุดตัด ก็ต้องตัด!! ไม่ต้องเสียดายครับ หุหุ

โอเคว่า...ราคาอาจจะดีดกลับทันทีก็ได้...อันนี้แล้วสำหรับเทรดเดอร์ ถือว่าเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ต้องซีเรียสครับ

แต่จะซีเรียสและเซ็งที่สุดถ้าไม่ยอมทำตามวินัยตัดขาดทุน...เพราะราคาหุ้นอาจจะร่วงต่อจาก 9 บาท ไปสู่ บาท หรือต่ำกว่านั้นก็ได้...ใครจะไปรู้!!

ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ...แต่อย่างน้อย
หากคุณมีวินัยเทรด...คุณก็กุมอนาคตตัวเองไว้

Best Case
          ราคาหุ้นหยุดนิ่งสร้างฐานที่ 9.20 บาทมาสักระยะ จากนั้นก็เจอแรงซื้อกลับมหาศาล จนราคาทะลุ10 บาท ไปยืนที่ระดับ 11 บาท...ณ จุดนี้นักลงทุน ก็มี unrealized profit อยู่ที่ บาทหรือกำไร 10%นั่นเอง...ว้าวว!! 

แต่ช้าก่อน
!!...ถ้าตามสูตรลงทุนแนวนี้...นักลงทุน จะไม่ขายครับ...แต่จะเลื่อนจุดตัดขาดทุนขึ้นมาทันที โดยคำนวนจุด Stop Loss ใหม่จาก

ราคาปัจจุบัน - (ราคาปัจจุบัน X Stop Loss ที่นักลงทุนรับได้)

ดังนั้น จุด Stop Loss ใหม่ของนักลงทุน คือ 11 บาท – (11 บาท X 10%) = 9.9 บาท!!
สังเกตอะไรมั๊ยครับว่า...ถ้าเกิดราคาหุ้นร่วงมาที่ 9.9 บาท อีกครั้ง นักลงทุน ขาดทุนแค่ 1% เท่านั้นเอง...สิ่งนี้แหล่ะครับคือ Trailing Stop!!

แล้วเจ้า Trailing Stop นี่ มีประโยชน์อย่างไร...สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าถ้าหุ้นที่เราถืออยู่เป็นหุ้นดีเด่น สุโค่ยคุณก็จะสามารถเกาะขบวนรถด่วนเหาะเวหาได้ยาวนานที่สุดครับ

เช่น...ต่อมาราคาหุ้น ดีดจาก 11 บาท ไปถึง 15 บาท โดยระหว่างทางก็มีการย่อบ้างอะไรบ้าง แต่นักลงทุน ก็ยังไม่ขาย เพราะจุด Trailing Stop ของนักลงทุน อยู่ที่ 10% ของราคาปัจจุบัน
เพื่อให้ง่ายต่อการเห็นภาพ ผมเลยทำตารางง่ายๆมาให้ดูกันครับ

Stop Loss (Trailing Stop)
10%


จุดขายตัดขาดทุน(ทำกำไร)
P/L (%)
ราคาซื้อ
10
9
-10%




ราคาปัจจุบัน
11
9.9
-1%

12
10.8
8%
13
11.7
17%
14
12.6
26%
15
13.5
35%
20
18
80%

เห็นแล้วใช่มั๊ยครับว่า ถ้าคุณมีวินัยเทรดที่ดีเยี่ยม คุณมีจุด Stop Loss และ Trailing Stop ที่ดีแล้วนั้นคุณจะมี Limit Loss but unlimited gain หรือคุณจะกำหนดเงินที่คุณมีโอกาสเสียได้ แต่คุณก็จะมีโอกาสทำเงินได้มหาศาลเช่นกันครับ
ที่สำคัญคือ...

...จากจุด Trailing Stop ที่มีไว้เลื่อนจุดตัดขาดทุน...
...ก็จะกลายเป็นจุด Taking Profit ทำกำไรในทันที...

...แหล่มเลย...!!

ส่วนที่ผมกล่าวมาในบทนี้..นักลงทุนหลายๆท่านอาจจะนำไปประยุกต์ได้หลากหลายครับ...จุด Stop Loss และ Trailing Stop นั้น จะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละท่านจะรับได้...
ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้มาก...คุณก็เพิ่มเปอร์เซ็นต์ Stop Loss เพื่อที่ในกรณีที่คุณซื้อหุ้นถูกตัว...จุดTrailing Stop ของคุณก็จะมากขึ้นด้วย โอกาสที่คุณจะทำกำไรมหาศาลก็มีมากเช่นกัน...ถ้าหุ้นตัวนั้นวิ่งแรง วิ่งฉิว...เผลอๆได้กำไรมากกว่า 100% ก็เป็นได้...สาธุๆๆๆ อิอิ

ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้น้อย...ก็ตั้งจุด Stop Loss น้อยๆ โอกาสขาดทุนหนักๆ ก็จะไม่มีครับ ส่วนโอกาสทำกำไร ก็คงต้องแล้วแต่สไตล์การวิ่งของหุ้นตัวนั้นๆครับ

...เห็นมั๊ยครับ...วิธีนี้ผมว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ถนัดกราฟน่ะครับ...ใช้ได้ง่าย ทำได้จริง แต่สุดท้ายแล้ว...อยู่ที่ว่า...คุณจะคุมอารมณ์ตัวเองได้หรือไม่ ในยามที่ราคาหุ้นวิ่งผันผวน แต่ยังไม่แตะจุดที่คุณต้อง Stop Loss หรือ Trailing Stop ไว้ครับ

ราตรีสวัสดิ๋คร้าบบ ^_^

Wizard Kid (พีร์ บุญชนะวิวัฒน์)

เครดิต  
Wizard Kid (พีร์ บุญชนะวิวัฒน์)
http://wizard-kids2m.blogspot.com/2011/08/stop-loss-trailing-stop.html

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

It seems impossible until someone does it (๑•̀ㅂ•́)و✧ อยากเล่นหุ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง...เราพร้อมจะช่วยคุณให้ลงทุนในตลาดหุ้น ‪#‎Investment‬ ‪#‎Consultant‬ ‪#‎Building‬ Wealth



อยากเล่นหุ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง...เราพร้อมจะช่วยคุณให้ลงทุนในตลาดหุ้นสอนขั้นตอนสู่การเป็นนักลงทุนเต็มตัวได้ไม่ยาก อธิบายเนื้อหาเข้าใจง่ายสามารถลงมือทำตามได้จริง รับประกัน เรียนจบ เล่นหุ้นเป็นทันที
แมจิคอินเวสต์ สถาบันสอนการลงทุนคุณภาพ เราพร้อมช่วยคุณเปลี่ยนชีวิต ติวหลักสูตร single licnese ก้าวแรกทางการเงิน เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก

http://magicinvest.blogspot.com/ Also learn to speak English with confidence at magickidsc http://magickidsc.blogspot.com/
เปิดโอกาสให้คุณพัฒนาตัวเองและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่คุณต้องการ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแมจิคอินเวสต์เพื่อเปลี่ยนอนาคตของคุณวันนี้ ติวสอบ single licnese เล่นหุ้นออนไลน์ นครปฐม
MagicInvest สมัครเรียนวันนี้
พร้อมทดสอบความรู้พื้นฐาน ฟรี!
เพียง 2750/ด. รับรองผล
อาจารย์กิ่ง 089-686-3505
อาจารย์ตู่ 081-555-2584
https://www.facebook.com/magicinvest
Line ID อาจารย์กิ่ง (*^▽^)/: ging_supawan

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

INTUCH หุ้น MEGA TREND ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ

INTUCH หุ้น MEGA TREND ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ


Premium-Content-INTUCH
เป็นอีกครั้งที่ได้มีโอกาสฟังคุณสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร INTUCH พูดในวันนี้ทำให้ผมมีมุมมองต่อธุรกิจของ Telco ในบ้านเราเปลี่ยนไปพอสมควรทีเดียวจากเดิมที่คิดว่าธุรกิจ Telephone Operator น่าจะเข้าสู่ช่วงเวลาของการ “โตช้า” เพราะจำนวน Sim ได้มากกว่าจำนวนประชากรไปแล้ว แต่ไม่ใช่อย่างนั้นครับ
ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) คะแนน: 4/5
คุณสมประสงค์มีวิสัยทัศน์ว่า
“ระบบโทรคมนาคมจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชีวิต ทั้งชีวิตองค์กร และชีวิตส่วนตัวอย่างแยกไม่ได้ อุปมาอุปมัยเหมือนกระแสไฟฟ้าถ้าคนใช้และจะไม่เลิกใช้”
จากเดิมที่ Content ของธุรกิจอยู่ที่ “เสียง” เพียงอย่างเดียวเพราะสมัยก่อนมีแต่การโทรศัพท์คุยกัน ซึ่งรายได้ของธุรกิจขึ้นอยู่กับปริมาณ (Quantitative) แต่ในปัจจุบัน Content ของธุรกิจเปลี่ยนมาเป็น Data ซึ่งรายได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพด้วย (Qualitative) ยกตัวอย่างเช่น หมอดูโนเนมอาจคิดค่าดูดวงชั่วโมงละ 200 บาท แต่หมอดูชื่อดังอาจคิด 15 นาทีหลาย ๆ พันบาทก็เป็นได้
สิ่งที่ INTUCH พยายามจะทำคือนอกจากการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรอันได้แก่ 1.ทางสาย 2.ทางอากาศ 3.จากบนฟ้า INTUCH มีวิสัยทัศน์ที่จะมีส่วนร่วมในสังคมประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคถัดไปอันได้แก่
  1. โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นการ Convergence กันระหว่างทางสายและทางอากาศ หมายถึง Internet Broadband/Fibre Opticควบคู่กับการใช้งาน 3G/4G
  2. Digital Content หมายถึงการเป็นผู้ให้บริการ Content ที่มีคุณภาพผ่านระบบอินเตอร์เนท
  3. Big Data คือการนำข้อมูลของคนจำนวนมากมาวิเคราะห์หา Physchological attritbute และใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูงในการจัด Segmentation อธิบายพฤติกรรมของแต่ละ Segment และนำไปสร้างเป็น Application ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนอีกทีหนึ่ง
  4. Cloud Computing อันนี้ INTUCH ดำเนินการผ่าน CS Loxinfo คือการสร้างระบบคลาวด์สำหรับรองรับการเก็บข้อมูลทั้งสำหรับภาคองค์กร และภาคผู้บริโภครายย่อย
ทั้ง 4 อย่างนี้คือสิ่งที่ INTUCH ต้องการเข้าไปเป็นผู้นำ ซึ่งหมายถึง Digital Transaction จำนวนมหาศาล
จากเดิมที่ผมมองว่าธุรกิจค่ายโทรศัพท์มือถือจะเข้าสู่ยุคของการ “โตช้า” ผมว่าคงไม่ใช่สำหรับกลุ่ม INTUCH / Advance แล้วล่ะครับ
Note: ผมคงจะไม่ลงในรายละเอียดธุรกิจทีละตัวของ INTUCH ทั้ง AIS THCOM CSLoxinfo INVENT นะครับ น่าจะหาอ่านจากบทวิเคราะห์อื่นได้

มูลค่ายุติธรรม (Valuation) คะแนน: 3/5
ที่ระดับ P/E ของปี 2015 ที่ 15 เท่า กับการเติบโตระยะยาวประมาณ 10 – 15% ต่อปี ผมมองว่า Valuation จัดอยู่ในระดับปานกลาง คือไม่แพง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับถูกมาก อัตราเงินปันผลที่ 6.5% ถือว่าสูงใช้ได้ทีเดียวครับ อีกประเด็นที่สำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ หุ้นอย่าง AIS หรือ INTUCH ที่สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ของกำไรมาตลอด และผู้บริหารก็ให้คำมั่นว่าจะจ่ายอย่างนี้ต่อไปในอนาคต ทุก ๆ ปีเมื่อจ่ายปันผลออกไปแล้วจะทำให้ค่า P/E ถูกลง 1 เท่าเสมอ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ครับ
INTUCH ปัจจุบันราคา 76 บาท กำไรต่อหุ้น 5 บาท คิดเป็น P/E = 76 / 5 = 15.2 เท่า
เมื่อ INTUCH จ่ายปันผลออกไป 5 บาทหลัง XD ราคาควรจะตกไปที่ 71 บาท ซึ่งทำให้ P/E ลดลงเหลือ 71 / 5 = 14.2 เท่า
นี่เป็นอีกเสน่ห์ของหุ้นที่จ่ายปันผล 100% ของกำไรคือค่า P/E ของหุ้นจะถูกลงอัตโนมัติทุก ๆ ปีครับ
Untitled
ความคาดหวัง (Expectation) คะแนน: 2/5
ผมจัด INTUCH อยู่ในหุ้นที่มีความคาดหวังสูง ดูจากการที่เหล่า Broker ใน Settrade.com ล้วนออกมาให้คำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีเป้าหมายเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 100 บาทสูงกว่าราคาปัจจุบันค่อนข้างเยอะ เท่ากับว่าโอกาสที่เหล่า Broker จะปรับเพิ่มประมาณการน่าจะไม่มีให้เห็นเร็ว ๆ นี้

ภาพทางเทคนิค (Technical Analysis) คะแนน: 3/5
ออกตัวก่อนว่าผมดู Technical ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ แต่ก็อยากจะนำมาประกอบการวิเคราะห์ในครั้งนี้ด้วย โดยในภาพระยะยาวเป็นสิบปี INTUCH ยังจัดว่าอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่ภาพระยะสั้นล่าสุดหลุดเส้นแนวรับระยะสั้นลงมาจากข่าวกดดันในประเด็นเรื่องคดีความที่ค้างมาแต่นาน จึงให้คะแนนออกมากลาง ๆ ครับ
intuch chart

สรุป ผมให้คะแนน INTUCH ประมาณ 3.5/5 ถือว่าเป็นหุ้นดี ที่ราคาไม่แพงมาก แต่ความคาดหวังสูงไปหน่อย โดยการประมูล 4G ครั้งที่จะมาถึงผมเชื่อว่า AIS น่าจะทุ่มเต็มที่และชนะทั้งคลื่น 1800 และคลื่น 900 หุ้น INTUCH สำหรับผมมองเป็นหุ้นคุณภาพอีกตัวหนึ่ง ที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตไปตาม Mega Trend เรื่อง Internet of Things มีการจ่ายปันผลที่ดี และน่าจะดีต่อไป แม้จะต้องมีการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอีกจำนวนมหาศาลในอนาคต ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของ INTUCH หุ้น Mega Trend ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ ที่นำมาฝากกันในวันนี้ครับ

เจษฎา สุขทิศ, CFA
17 กันยายน 2558

หมายเหตุ
การวิเคราะห์ Bottom up แต่ละบริษัทในเวบไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อแชร์วิธีการวิเคราะห์ เพื่อแนะนำให้ท่านที่สนใจได้นำไปประยุกต์ใช้งานในการวิเคราะห์การลงทุนในหุ้น โดยในแต่ละช่วงเวลา ผู้เขียนอาจมีถือครอง หรือไม่มีถือครองหุ้นที่ทำการวิเคราะห์ก็ได้ ดังนั้นท่านที่ได้อ่านการวิเคราะห์โปรดศึกษาและตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง ข้อมูลตัวเลขใด ๆ ที่นำมาเสนอเกิดจากการประมาณการของผู้เขียน และอาจมีความผิดพลาดได้
เครดิต   FUNDTALK
INTUCH หุ้น Mega Trend ที่ P/E มีกลไกปรับลดลงอัตโนมัติ

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ก้าวแรกสู่โลกการวิเคราะห์เชิงเทคนิค (พร้อม BASIC SURVIVAL TECHNIQUES)

1st-02

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า การวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุน แบ่งได้เป็น 2 แนวทางใหญ่ๆ ได้แก่  การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และ การวิเคราะห์เชิงเทคนิก (Technical Analysis)
แรกเริ่มเดิมที  ผมตัดสินใจลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงพื้นฐานเพียงอย่างเดียว โดยมีลำดับขั้นตอนคือ
  • กรองหาหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี ซึ่งหมายถึง อยู่ใน SET100 Index มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุน  (Debt to Equity Ratio) ในเกณฑ์ต่ำ
  • นำไปเทียบกับราคาพื้นฐานที่ควรจะเป็นในอนาคต  ซึ่งได้จากทั้งการคำนวณเองและการใช้ข้อมูล Analyst consensus จาก www.settrade.com
  • แล้วจึงเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีราคาตลาดต่ำกว่าราคาพื้นฐานมากที่สุด  (มี Upside หรือโอกาสได้กำไรสูงสุด)
อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏปัญหาบ่อยครั้งว่า
  • ซื้อหลักทรัพย์ไปแล้ว แต่ราคาไม่ปรับขึ้นสู่ราคาพื้นฐาน (เสียที) ทั้งๆ ที่ราคาพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง
  • หรือบางครั้ง เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าพื้นฐานของหลักทรัพย์ปรับลดลง จนเหลือ Upside ต่ำจนไม่น่าสนใจลงทุนอีกต่อไป ทำให้ต้องขายทิ้งไปทั้งที่ยังไม่ได้กำไรตามที่หวัง
(ทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะตัดพ้อการวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแต่อย่างใด เพราะเข้าใจอย่างดีว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และเชื่อว่านักวิเคราะห์ได้ใช้ข้อมูลที่ดีที่สุดแล้ว “ณ ขณะนั้น” ในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสม)
จึงระลึกได้กับตัวเองว่า อนาคตสามารถต่างไปจากสิ่งที่ “พอจะมองเห็น” ใน “วันนี้” ได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้น การลงทุนให้ได้ผลกำไรที่ดีอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ได้หมายความถึงการถูกต้อง 100% ทุกครั้ง) น่าจะต้องมีเครื่องมืออย่างอื่นเข้ามาช่วยในการลงทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องถือหุ้นพื้นฐานดี แต่กลับไม่มีกำไร (หรือบางครั้งถึงกับขาดทุน)
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มต้นศึกษาการลงทุนอีกแนวทาง ซึ่งก็คือการวิเคราะห์เชิงเทคนิค ซึ่งผมพบว่า หลักการวิเคราะห์เชิงเทคนิก ตั้งอยู่บนสมมติฐาน 3 ประการ คือ
  • การเคลื่อนไหวของราคาเป็นผลจากการรับรู้ข่าวสารทั้งหมดที่นักลงทุนมีอยู่
  • ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม
  • การเคลื่อนไหวของราคามักมีรูปแบบซ้ำอดีต
โดยเฉพาะข้อแรกนั้น ผมค่อนข้างเห็นด้วยเป็นพิเศษ เพราะสามารถตอบคำถามสำคัญในโลกการลงทุนได้ว่า “ทำไมราคาหลักทรัพย์ถึงขึ้นและลง?” ผมขอตอบง่ายๆ ว่า “ก็เพราะมีแรงซื้อและแรงขาย” นั่นเอง และหากถามต่อไปว่า “ทำไมถึงมีแรงซื้อและแรงขาย?” บางท่านอาจตอบว่า “เพราะ Earning Expectation ในอนาคตของหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงไป” แต่ผมขอตอบง่ายกว่านั้นว่า “เพราะนักลงไปรู้อะไรมา”  ซึ่งการ “รู้อะไรมา” อาจเป็นได้ทั้งข่าววงใน ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวลือ หรือแม้แต่ข่าว Earning Expectation ดังกล่าวข้างต้นด้วยเช่นกัน ซึ่งการ “รู้อะไรมา” นั้น ก็จะเกิดผลสุดท้ายได้แก่การซื้อและขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนนั้นเอง
จากการศึกษาทำให้ผมค้นพบต่อไปว่า แนวทางการวิเคราะห์เชิงเทคนิก แบ่งได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก คือ
  • การดูเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ซึ่งชนิดของ Moving Average ที่ใช้กับแพร่หลายคือ Simple Moving Average ที่ให้ความสำคัญกับราคาในแต่ละช่วงเวลาเท่ากัน และ Exponential Moving Average ที่ให้น้ำหนักกับราคาในช่วงปัจจุบันมากกว่าราคาในอดีต
  • การดูเครื่องบอกสัญญาณ (Indicator) โดยมี Indicator ที่ใช้กันแพร่หลาย เช่น  Moving Average Convergence/Divergence และ Stochastic Oscillator
  • การดูรูปแบบของราคา (Chart Pattern) ซึ่งรูปแบบที่สำคัญ อาทิ Head & Shoulder, Elliott Wave Principle & Fibonacci Ratio, Support/Resistance & Breakout
ซึ่งผู้ใดที่สามารถผสมผสานกระบวนท่าทั้ง 3 ได้พร้อมกันอย่างเชี่ยวชาญ ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็น Technical Analyst หรือ Technical Trader ชั้นเซียน ซึ่งจะสามารถซื้อและขายหลักทรัพย์ได้อย่าง “ถูกตัว” และ “ถูกเวลา” เป็นส่วนใหญ่
แต่อย่างไรก็ดี การพิจารณาในส่วน Chart Pattern นั้นค่อนข้างยากเพราะมีหลักการดูซับซ้อนและบางครั้งต้องใช้จินตนาการสูงในการมองรูปแบบให้ “แตก”
โอกาสนี้จึงขอกล่าวถึงการใช้ Moving Average ควบคู่กับ Indicator ซึ่งทำได้ง่ายกว่า และสามารถนำไปใช้ได้ทันทีผ่านโปรแกรมหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีใช้กันอยู่แล้ว เช่น Metastock, eFin Smart Portal, Bisnews AFE (บางที่เรียก จอ Reuters) แถมยังให้ผลลัพธ์ในระดับที่ “เอาตัวรอดได้”  ในสนามการลงทุนจริง ซึ่งหากใช้ภาษาที่นักลงทุนคุ้นเคย ก็อาจเรียกว่า ช่วยให้ “ไม่ขายหมู” และ “ไม่ติดดอย”
และก่อนที่จะเข้าสู่ตัวอย่างการใช้งานจริง ผมขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญด้าน Technical Analysis  ท่านหนึ่ง ที่ได้กรุณาแนะนำถ่ายทอดความรู้ให้โดยตลอดอย่างจริงใจ นอกจากนั้น ขอชี้แจงอย่างแข็งขันว่า บทความนี้ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสดงภูมิรู้ในเชิง Technical Analysis แต่อย่างใด เพราะผมเองก็ยังศึกษาหาความรู้ในขั้นสูงขึ้นๆ ไปอยู่เช่นกัน
วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้ จึงอยู่ที่การ “จุดประกาย” ให้นักลงทุนได้เห็นประโยชน์ของการศึกษาทำความเข้าใจในการวิเคราะห์การลงทุนในเชิง Technical และเป็น “แรงบันดาลใจ” ให้นักลงทุนสนใจศึกษาหลักการและเทคนิกในขั้นสูงขึ้นต่อๆ ไป
• ในส่วนของ Moving Average นั้น มีหลักการอยู่ว่า ราคาหลักทรัพย์เคลื่อนที่เป็นแนวโน้ม และหากราคาเกิดเปลี่ยนแปลงไปจนถึงจุดหนึ่ง ทิศทางของแนวโน้มก็จะเปลี่ยนแปลงไป จากขึ้นเป็นลง หรือจากลงเป็นขึ้น ซึ่งในที่นี้ผมใช้เส้นราคาในรูปแบบ Exponential Moving Average (“EMA”) จำนวน 5 เส้นด้วยกันคือ เส้นราคาค่าเฉลี่ยย้อน 5, 15, 35, 90 และ 230 ช่วงเวลา (หนึ่งช่วงเวลาอาจเป็น ทุก 5 นาที, ทุกชั่วโมง, ทุกวัน, ทุกสัปดาห์ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของภาพรวมที่เรากำลังสนใจ ซึ่งหากจะกล่าวถึง เส้น EMA ราย 5 นาที จะเขียนว่า “EMA5”) ซึ่งแต่ละเส้นจะแสดงแนวโน้มราคาในระยะสั้น กลาง และ ยาว ตามลำดับ
• ในส่วนของ Indicator ผมเลือกใช้เครื่องมือ Moving Average Convergence/Divergence (“MACD”) เพราะเมื่อเจาะเข้าไปถึงกลไกภายในแล้ว ความจริงก็เป็นการนำ EMA มาประยุกต์ใช้นั่นเอง โดย MACD จะประกอบด้วยเส้นกราฟ 2 เส้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เส้นแรกจะเกิดจากผลต่างของ EMA12 ลบด้วย EMA26 ซึ่งจะเรียกว่าเส้น “MACD” ส่วนอีกเส้นจะเป็น EMA9 ซึ่งเรียกว่าเส้น “Signal” แล้วนำมาทับซ้อนกัน (ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถปรับแต่งค่า 12,26,9 ให้เหมาะสมกับบรรยากาศการลงทุนแต่ละช่วงและหุ้นแต่ละประเภทได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นค่านี้ตายตัว)
โดยเราจะใช้ MACD ยืนยันการตัดสินใจซื้อขายร่วมกับ EMA
ซึ่งหลักการพื้นฐาน (เบื้องต้นมากๆ) สำหรับการนำ EMA มาใช้ร่วมกับ MACD ได้แก่
1)      ตราบใดที่ราคายังยืนอยู่บนเส้น EMA5 ได้ ยังไม่ต้องขาย (หมู)
2)      ถ้าราคาตกลงมาอยู่แถวเส้น EMA15 ให้ระวัง เพราะอาจตกต่อ แต่ก็อาจเด้งกลับขึ้นไปได้
ซึ่งขอยกตัวอย่างหุ้น PTL ยอดนิยม ที่เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างมากตั้งแต่เดือนก.ค.53 ซึ่งจะเห็นว่า ตลอดช่วงเวลาที่นำมาแสดง (ก.ค. ถึง พ.ย.53) ราคา PTL สามารถเกาะเส้น EMA5 “และ” อยู่เหนือเส้น EMA15 ได้ตลอดทุกวัน ซึ่งถ้าใครยึดหลักข้อ 1 และ 2 นี้ ก็จะสามารถถือ PTL มาได้ตั้งแต่ 9 บาท จนถึง 37 บาท โดยไม่ขายหมูไปก่อนระหว่างทาง
(ภาพนี้ใช้ Time Frame ระดับ Day หมายถึง 1 แท่งกราฟ แสดงการเคลื่อนไหวของราคาใน 1 วัน)
3)      ถ้าราคาตกเส้นใต้ EMA15 ให้เริ่มทยอยขาย (ไม่ว่าจะ cut loss หรือ take profit) แล้วรอดูว่าจะเด้งหรือลงต่อ
4)      ถ้าราคาตกเส้นใต้ EMA35 ให้ขายเพิ่มอีก และหากราคาตกทะลุ EMA90 และ EMA230 ลงไปอีก หมายความว่าแนวโน้มระยะกลางและยาวได้เปลี่ยนไปแล้ว ณ จุดนี้ จึงไม่ควรมีหุ้นเหลืออยู่อีกต่อไป
5)      ในส่วนของ MACD หากเส้น MACD ตัดทะลุเส้น Signal “ขึ้นไป” ให้พิจารณาซื้อ และหากตัดทะลุ “ลงมา” ให้พิจารณาขาย
ขอยกตัวอย่างหุ้น SCC ในช่วง Financial Crisis จะเห็นว่าช่วงเดือนต.ค.50 ราคาเริ่มไหลลงทะลุเส้น EMA ต่างๆ ลงมา แปลว่าควรทยอยขายแล้ว และลงมาโหนใต้เส้น EMA5 (มีหลุดขึ้นมาบ้าง)โดยตลอด ซึ่งหมายความว่ายังไม่ควรซื้อ เรื่อยมาจนถึงต้นเดือนพ.ย.51 (1 ปีกว่าผ่านไป ) ถึงจะเกิดการเปลี่ยนแนวโน้มจากลงเป็นขึ้น โดยราคากลับขึ้นมายืนเหนือ EMA5 ได้เป็นครั้งแรก พร้อมกับ MACD ให้สัญญาณซื้อ หลังจากนั้นอาจมีการหล่นใต้เส้น EMA5 บ้างแต่ราคาตลาดค่อนข้างนิ่งแล้ว จึงไม่เกิดสัญญาณขายจาก MACD ต่อมาในเดือนก.พ.52 ราคากลับขึ้นมาเหนือ EMA5 อีกครั้ง และเริ่มไล่ทะลุเส้น EMA ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากใครสามารถนำหลักข้อ  1 ถึง 5 มาใช้ ก็จะสามารถขายหยุดขาดทุนได้ที่ราคาสูงและกลับมาซื้อได้ที่ราคาต่ำมาก โดยไม่ต้องนำปัจจัยด้านพื้นฐานเข้ามาพิจารณาเลย
(ภาพนี้ใช้ Time Frame ระดับ Week หมายถึง 1 แท่งกราฟ แสดงการเคลื่อนไหวของราคาใน 1 สัปดาห์)
6)      ทั้งหมดนี้ ถ้าเป็นฝั่ง Short Sell (ไม่ว่าจะหุ้นหรืออนุพันธ์) ก็ให้ใช้สลับกัน
7)      หาก EMA หรือ MACD เข้าเกณฑ์เพียงประเภทเดียว (เช่น EMA มาแล้วแต่ MACD ยังไม่มา) ให้ดูอาการ EMA เป็นหลัก แล้วใช้ MACD ช่วยยืนยัน
และในขั้นสูงขึ้น หากได้ศึกษาเพิ่มเติมในด้าน Chart Pattern โดยเฉพาะเรื่อง Elliott Wave Principle (“EWP”) & Fibonacci Ratio (“Fibo”) อย่างถูกต้องและเชี่ยวชาญแล้ว ก็จะสามารถคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาได้ (ตามแนวทาง EWP) และยังสามารถประมาณระดับราคาและช่วงเวลาที่หุ้นมีโอกาสจะเคลื่อนไหวไป (ตามแนวทาง Fibo) ได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ประเมินได้ทั้ง “กาละ” และ “เทศะ” เลยทีเดียว
ถึงจุดนี้ ก็หวังว่านักลงทุนจะได้เห็นแนวคิดกันพอหอมปากหอมคอ ซึ่งเชื่อว่าพอจะนำไปใช้ได้จริงบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคนี้ที่วงการลงทุนมีจำนวน Technical Trader เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งหมายความว่าการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดจริงๆ ได้รับอิทธิพลจากการซื้อขายของ Technical Trader มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะนิยมการลงทุน 'แนว' ไหนเป็นหลัก การรู้เขารู้เรา ย่อมช่วยให้เราไม่เสียเปรียบคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
แต่เหนือสิ่งอื่นใด อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน สิ่งที่เราคิดไว้ อาจไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ นักลงทุนจึงควรระลึกไว้เสมอว่า “เราไม่สามารถคิดได้ถูกทั้งหมดทุกครั้ง ไม่ว่าจะมีเครื่องมือช่วยมากแค่ไหนก็ตาม” เราจะได้ “เผื่อใจ” และ “เตรียมใจ” ไว้บ้างกับความเสี่ยงและความผิดหวังที่มีอยู่ตลอดเวลาในโลกของการลงทุน
ผมขอจบบทความนี้ ด้วยวลีที่น่าสนใจของคุณประกาศิต ทิตาราม ผู้ก่อตั้ง Wave Riders Club ซึ่งเป็นนักลงทุนเชิงเทคนิคชั้นแนวหน้าของไทย ที่กล่าวไว้ว่า
“ปัจจัยพื้นฐาน เอาไว้ กำหนดสถานที่ไปเที่ยว ที่จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เป็นกำไร ดังเช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พังงา ใครก็รู้ว่าน่าเที่ยว ไม่ต่างกับ BANPU, PTT, BBL, SCB, KBANK ใครก็รู้ ว่าพื้นฐานดี..บทวิเคราะห์ และข่าวต่างๆ ก็เป็นมีเดียที่เชียร์ กันเข้าไป ว่าที่นั่นสวย ที่นี่ งดงาม อาหารอร่อย ของถูก น่าช็อป
แต่ตอนที่เราไปถึง มันสวยจริงไหม..Ticker และ Bid-Offer เป็นหลักกิโลข้างทาง คอยบอกว่าถึงไหนแล้ว แต่มันไม่ได้บอกอะไรที่มากกว่านั้น
แต่การวิเคราะห์ ทางเทคนิค ขั้นพื้นฐาน เป็น เข็มทิศ แผนที่ ที่จะบอกรายละเอียด ถึงเส้นทาง ทางหลวง ทางลัด ทางแยก ไฟแดง จุดพัก ให้เราเดินทางถึงจุดหมาย โดยไม่หลงทาง และอาจถึงที่หมายได้เป็น กลุ่มแรกๆ
ส่วน การวิเคราะห์ทางเทคนิค ขั้นสูง ที่มี Apps ดีๆ คอยช่วย ก็เหมือน มี GPS แผนที่ดาวเทียม google earth, Weather forcast.. ที่จะคอยบอกถึง สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดเส้นทางการเดินทาง มี Alert เตือนถึงสภาวะอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต... ทำให้เราเดินทางถึงที่หมาย เป็นคนแรกๆ”
-----------------------------------------------
แนะนำแหล่งศึกษาเพิ่มเติมด้าน Technical Analysis
อ้างอิง

เครดิต  TIF