วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

BEM หุ้นครบเครื่อง เป้าพื้นฐาน 5.70-6.50 บ.


3 โบรกวิเคราะห์หุ้น BEM ก่อนเข้าเทรดพรุ่งนี้ หลังการควบรวมระหว่างBECL และ BMCL  มองเป็นบริษัทสมบูรณ์แบบพร้อมที่จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจคมนาคมไทย ให้ราคาเป้าหมายปีนี้  5.70-6.50 บาท

บล.ทรีนิตี้ ระบุว่า  การควบรวมระหว่าง BECL และ BMCL เป็นการนำจุดเด่นของทั้งสองบริษัทแต่เข้ามาเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างบริษัทด้านคมนาคมที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการเข้าประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานทั้งในและนอกประเทศ ด้วยจุดแข็งในด้าน (1) ฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อรองรับงานประมูลโครงสร้างพื้นฐานทั้งรถไฟฟ้า ทางด่วน และมอเตอร์เวย์ ที่คาดว่าจะสามารถเริ่มทยอยออกประมูลได้ในช่วงต้นปี 59 นี้

รวมทั้ง (2) ศักยภาพในการบริหารจัดการระบบขนส่งครบทั้งระบบราง และทางด่วน และ (3) เพิ่มโอกาสเติบโตด้านการบริหารและพัฒนาเชิงพาณิชย์ให้กับบริษัทลูกอย่าง BMN จากการคำนวณด้วยราคาปิด ณ วันที่ 18 ธ.ค. 58 ของ BECL ที่ 45.25 บาท และ BMCL ที่ 2.22 บาท ทำให้ได้ราคาหุ้น BEM ที่ 5.26 บาทต่อหุ้น และด้วย upside 12% ประกอบกับอนาคตที่สดใสอย่างมากของธุรกิจ เราจึงแนะนำซื้อลงทุน ด้วยราคาเป้าหมาย 5.90 บาท

ฝ่ายวิจัยระบุว่า BEM จะเข้าสู่ยุคทองตั้งแต่ปี 59 ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 2 เส้นทางบน (1) ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกราว 3Q59 และ (2) รถไฟฟ้าสายสีม่วงในวันที่ 12 ส.ค. ซึ่งคาดจะทำให้รายได้รวมขยายตัวได้เฉลี่ยถึงปีละ 25% และ EPS  ในช่วง 5 ปีข้างหน้าเติบโตได้ถึง 32% (CAGR) นอกจากนี้ด้วยจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนผู้ชมสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ที่มากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจสื่อโฆษณาบนรถไฟฟ้าของบริษัทลูกอย่าง BMN ค่อยๆเติบโตขึ้น และจะเติบโตชัดเจนอย่างมากเมื่อการขนส่งมวลชนระบบรางครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2562 หรือในอีก 4 ปีข้างหน้า

จากการคำนวณด้วยราคาปิด ณ วันที่ 18 ธ.ค. 58 ทำให้ได้ราคาหุ้น BEM ที่ 5.26 บาทต่อหุ้น และด้วย upside 12% ประกอบกับอนาคตที่สดใสอย่างมาก เราจึงแนะนำซื้อลงทุน ด้วยราคาเป้าหมาย 5.90 บาท (ทางด่วน 1.80 บาท รถไฟฟ้า 3.22 บาท BMN 0.19 บาท และ Investment  0.69 บาท)

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า BEM เป็นหนึ่งในบริษัทที่สมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจคมนาคมไทย ทั้งในเรื่องโครงสร้างรายได้ที่มั่นคงจากสัมปทานในมือมากถึง 7 ฉบับ ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายหลังการควบรวม และโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ที่จะอยู่เบื้องหลังสนับสนุนธุรกิจทั้งในแง่ก่อสร้าง (CK) คู่สัญญา (รฟม.) สถาบันการเงิน (KTB, BBL) ส่งผลให้บริษัทพร้อมจะเป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อรับงานด้านคมนาคมในทุกรูปแบบ และในทุกภูมิภาค

ทั้งนี้ BEM ถือเป็นหุ้นที่ครบเครื่องทั้ง Defensive , Growth , Dividend เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาว ปัจจุบันรราคาหุ้นคิดเป็น PER16 เพียง 25.3เท่า ถือว่ามีส่วนลดจาก BTS มากถึง 40% แนะนำซื้อสะสมด้วยราคาเป้าหมายปี2559 ที่
6.50บาท/หุ้น

บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดว่าเมื่อ BECL กับ BMCL รวมกิจการกันแล้วเป็น BEM ก็จะกลายเป็นหลักทรัพย์ในกลุ่มขนส่งที่ใหญ่รองลงมาจาก AOT ที่ดำเนินธุรกิจบริหารสนามบิน และในอนาคตก็คาดว่าจะมีโอกาสสูงมากที่จะถูกจัดเข้าไปคำนวณใน SET50 ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่สูงกว่า 75 พันล้านบาท (ถือเป็นลำดับที่ 41 ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์ไทย)

ด้านส่วนครองตลาดของธุรกิจก็ถือว่ามากที่สุด เพราะมีความยาวของทางด่วนเป็น 87.2 กิโลเมตรจากทั้งหมด 272.8 กม. และมีระยะทางการวิ่งของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยาวถึง 70 กม. จากทั้งหมดที่ 134.8 กม. จึงมีส่วนครองตลาดอยู่ที่ประมาณ 31% และ 52% ตามลำดับ ทั้งนี้ BEM จะมีข้อดีคือ การรวมกิจการกันจะได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งด้านกระแสเงินสดจาก BECL ส่วน BMCL จะมีจุดเด่นด้านแนวโน้มการเติบโตที่สดใส จึงแนะนำซื้อ BEM ประเมินราคาพื้นฐานด้วยวิธี SOTP ไว้ที่ 5.70 บาท

เจาะลึก BMCL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน PART 2!

เจาะลึก BMCL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน PART 2!

มาต่อกันครับ ใครยังไม่ได้อ่าน Part 1 ที่ผมวิเคราะห์ BECL สามารถไปอ่านแบบเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ:
คราวนี้เรามาดูอีกบริษัทหนึ่งที่จะมาควบรวมกัน คือ BMCL ว่าเป็นอย่างไรบ้างนะครับ
First Look
01
กับ P/E ที่ N.A. นั่นคือยังไม่มีกำไร ขาดทุนอยู่ครับ รวมทั้งขาดทุนสะสมยังมีอยู่มาก อีกทั้ง P/B ยังสูงไปถึง 5.13 อีกต่างหาก
02
จะเห็นว่าบริษัทมีขาดทุนสะสมลดลงปริมาณจำนวนมาก นั่นเกิดจากบริษัทลดทุนจดทะเบียนจาก 1 บาท ไปเป็น 0.37 บาท ทำให้ขาดทุนสะสมหายไปนั่นเอง ถามว่าดีไม่ ไม่ดีเลยครับในฐานะผู้ถือหุ้นเพราะทุนลดลง แต่บางคนอาจจะมองว่าดีก็ได้คือบริษัทจะมีกำไรได้เร็วขึ้นจ่ายปันผลได้เร็วขึ้น etc.
03
มาดูงบกำไรขาดทุนกันบ้างก็พบว่าใน Q3 บริษัทขาดทุนไปถึงสี่ร้อยกว่าล้านบาท หลักๆ จะเห็นว่ามาจากค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายทางการเงินเป็นหลัก (ดอกเบี้ยเงินกู้) ซึ่งบางคนอาจจะมอง EBITDA แล้วว่ากำไร แต่ค่าเสื่อมเป็นอะไรที่ต้องคำนวณครับ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับ asset อย่างการทำรถไฟฟ้า จะต้องคิดค่าเสื่อมให้ถูกต้องบริษัทถึงจะอยู่ในธุรกิจได้ในระยะยาว แล้วอย่างที่เคยดูไปใน BECL เรามาดู Operating Profit ต่อ อัตราดอกเบี้ยกันหน่อย
บริษัทมีรายได้รวม  2,148 ล้านบาท
บริษัทมีค่าใช้จ่าย รวมตัดจำหน่ายค่าสัมปทานรวม 2,025 ล้านบาท
มี Operating Profit = 2,148 – 2,025 = 123 ล้านบาท
มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 341 ล้านบาท
จับอัตราส่วน Operating Profit / ดอกเบี้ย = 0.36
เรียกว่า Operating Profit ยังไม่ cover ดอกเบี้ยเลยครับ อันนี้หากออกหุ้นกู้มาผู้ซื้อโปรดใช้วิจารณญาณ
04
05
แวะมาดูสัญญาสัมปทานนิดหนึ่ง จะเห็นว่าเงินที่ต้องจ่าย รฟม. ทั้งสิ้น 43,567 ล้านบาท  และยังต้องมีแบ่งจ่ายจากรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์อีกด้วยครับ
ความเสี่ยง
เรื่องแรกที่เห็นเด่นชัดน่าจะเป็นการก่อสร้างตามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ อีกจุดหนึ่งที่ต้องดูคือค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบรถไฟฟ้าเป็นยูโร ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการผันผวนของค่าเงินอยู่ สำหรับตัวผมเองหลังจากอ่านที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัททำการ forecast รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว ออกมาค่อนข้างจะสวยหรูพอสมควร ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะออกมาดูดีขนาดนั้น เพราะพื้นที่สายสีม่วงนั้นคนขึ้นรถไฟฟ้า น่าจะน้อยกว่าพื้นที่สายสีน้ำเงินซึ่งเป็นตัวเมือง รายได้ไม่น่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดนขนาดนั้น สามารถไปโหลดอ่านได้นะครับตาม link นี้:
ค่อนข้างยาวพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น forecast หรือเดา  รายได้ในอนาคตซึ่งควรจะต้องฟังหูไว้หูเป็นหลักครับ
My Take on BMCL
ถ้าวัดกันตามหลัก Ben Graham ที่พูดไว้ใน security analysis แล้ว ก็ต้องบอกว่าเป็น water stock หรือหุ้นหนี้เยอะ และไม่ทำกำไร ต้องเพิ่มทุน pp ลดทุน ล้างหนี้กันมโหฬารบาทตะไท และล่าสุดกำไรก็ยังไม่ครอบคลุมดอกเบี้ยอีกซึ่งผมมองว่าหนัก แต่ water stock เองก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นหุ้นที่ดีมีคุณค่าได้นะครับ หากสามารถขยายกิจการจนโตมากพอที่จะชำระหนี้ได้ (หรือกำไรเป็นหลายเท่าของดอกเบี้ย อย่างกรณี BECL) สำหรับ defensive investor ขอไม่แนะนำเลยครับ
ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัท BMCL จะไปควบรวม BECL ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่ามาก (มากๆๆ) นั่นก็ขึ้นอยู่กับอนาคตหลังควบรวมว่าจะเกิดอะไรขึ้น
บทสรุป BECL + BMCL
โดยทั่วไปแล้วการควบรวมนั้นให้ผลเสียมากกว่าผลดี ยิ่งการควบรวมกิจการที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันเลยอย่างทางด่วนและรถไฟฟ้า ทั้งสองอย่างความเชี่ยวชาญในเชิงธุรกิจนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกัน และนโยบายการควบรวมที่ไม่ปลดพนักงานออก ทำให้ไม่มีส่วนร่วมกันที่จะมาใช้ทรัพยากรร่วมกันแล้วเกิดการลดต้นทุนจากการรวมกิจการอีก ไหนจะต้องมีค่าธรรมเนียมของธนาคาร (จากการควบรวม) จำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าพูดในข้อดีแล้วผู้บริหารอาจจะนำกระแสเงินสดที่ได้จากทางด่วนซึ่งมีจำนวนมาก และค่อนข้างแน่นอนมาลงทุนใน BMCL เพื่อขยายกิจการรถไฟฟ้า แต่แน่นอนครับกระแสเงินสดนั้นที่แปรออกมาเป็นปันผลให้ผู้ถือหุ้นคงจะลดลงอย่างแน่นอน ในแง่ของธุรกิจอาจจะดีแต่ในแง่ของผู้ถือหุ้นคงต้องรอกันยาวแน่นอน
ถ้าจะให้พูดถึงประโยชน์หลัก ๆ อาจจะเป็น CK ซึ่งน่าจะได้สัญญารับเหมาจากบริษัทเกิดใหม่จำนวนมหาศาลเพราะถือสัมปทานของทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า (จริงๆ ก็ได้ไปแล้วแหละ)
อาจจะมีคนอ่านรายงานของที่ปรึกษาทางการเงิน แล้วที่ปรึกษาอิสระของทั้งสองบริษัทให้ความเห็นตรงกันกับการควบรวม อันนี้ต้องขอยกแนวคิดของ Warren Buffett มาก่อนเลยว่า incentive หรือผลประโยชน์ของที่ปรึกษานั้นย่อมจะต้องการให้เกิดการควบรวมเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะได้เปอร์เซ็นต์นั่นเอง (หรือเป็นค่าจ้างที่ปรึกษาที่ผู้บริหารจ้างมาให้ออกหัวก้อย) เข้าทำนองที่ว่าคนหนึ่งอยากทุบตี อีกคนหนึ่งอยากโดนทุบตี win-win
06
สุดท้ายนี้ผู้ถือหุ้นของ BECL และ BMCL จะได้รับจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ตามรูปด้านบนครับ โดยเศษหุ้นถ้าเกิน 0.5 ปัดขึ้น ถ้าน้อยกว่าปัดลง แล้วได้เป็นเงินสดแทน ซึ่งตอนนี้มูลค่าหุ้นจะแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่ประมาณการณ์กันไว้ทำให้เมื่อซื้อไปแล้วจัดสรรใหม่จะไ้ด้รับในสัดส่วนที่ยุติธรรม (ตามที่ปรึกษาคิด)
My take on Merger
Not Recommend
ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ดีที่จะรวมธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยเข้าด้วยกันเพราะแทบไม่ได้ประโยชน์จากการรวม ผู้ถือหุ้นของ BECL ต้องมาแบกรับภาระขาดทุนของ BMCL ทำให้ปันผลที่เคยได้ต้องลดลงอย่างแน่นอน ส่วนผู้ถือหุ้นของ BMCL คงได้เฮเพราะคงจะพลิกกลับมากำไรและอาจจะได้ปันผลในปีหน้าเลย (ฮา) สำหรับผมเองแล้วถือว่าไม่เก่งพอที่จะคาดเดาอนาคตของการควบรวมนี้ได้ครับ ประกอบกับ BECL สัมปทานอีก 5 ปีหากต่อไม่ได้ และ รถไฟฟ้าไม่กำไรตามการเดาของที่ปรึกษางานจะเข้ากันถ้วนหน้าครับ ถอยดีกว่าครับ
Disclaimer:
ผมไม่มีหุ้น BECL, BMCL, CK และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงครับ
เครดิต http://www.finmoment.com/author/poom3dgmail-com/

เจาะลึก BECL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน!

เจาะลึก BECL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน!

สวัสดีครับท่านผู้ชม เนื่องจากจากมีการจะมีการควบรวมกิจการระหว่าง BECL และ BMCL กัน (หากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี) โดยจะใช้วันที่ 23 ธันวาคมเป็นวันสุดท้ายของผู้มีรายชื่อได้รับจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ครับ โดยน่าจะหยุดการซื้อขายก่อนวันที่ 21 ธันวาคม ดังนั้นหากคนที่สนใจการควบรวม เรามาดูกันว่าแต่ละบริษัทเป็นยังไงมาจากไหน แล้วผลลัพธ์ที่ไดจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเรามาดูกันครับ
ขอเริ่มจาก BECL ก่อนนะครับ บังเอิญมีคน request มาด้วย
First Look
01
กับ P/E ที่ 7.42 และ P/B ที่ 1.43 และ ปันผลที่ 6% กว่าๆ ทำให้รู้สึกน่าสนใจขึ้นมาทันทีเลยครับ และธุรกิจแนวนี้คือเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ  สำหรับนักลงทุนสไตล์ defensive คือธุรกิจผูกขาด เก็บค่าผ่านทาง ขึ้นราคาได้ตามเงินเฟ้อ (แม้จะมีกฎหมายบังคับ) เรียกว่ารายได้ค่อนข้างจะมั่นคงถาวร และกิจการก็น่าจะคาดเดาได้โดยง่ายครับ จุดสังเกตแรกคือ P/E ต่ำมาก ๆ ถ้าคนที่ตามข่าวก็พอจะทราบกันดีว่า บริษัทฯ มีการขายหุ้นบริษัทรถไฟฟ้าที่ถืออยู่ 10% แล้ว book เข้ารายได้ คือแต่เดิม BECL เป็นผู้ถือหุ้น BMCL แล้วขาย BMCL ออกไปให้บริษัท CK ครับ
โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่จะมีบริษัท CK เข้ามาถือร่วมด้วยในบริษัทร่วมของ BECL ในธุรกิจ สาธารณูปโภคทุกตัว ลองมาดูกันคร่าวๆ ณ สิ้นปี 57
02
รายได้หลักๆ มาจากการก่อสร้างและบริหารทางด่วน โดยมีสัญญาสัมปทานกับการทางพิเศษ แบ่งรายได้ค่าผ่านทางกัน โดยเฉลี่ย 50/50 จะมีประเด็นที่สำคัญคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม บริษัทจะเหลือส่วนแบ่ง 40 แบ่งให้ การทางฯ 60 (ก่อนหน้านั้นบริษัทฯ จะได้ 60 แบ่งให้การทางฯ 40)
ที่ผมชอบอีกอย่างคือค่าผ่านทางนั้นปรับทุก ๆ 5 ปี (ไม่ได้ชอบในฐานะคนใช้ทางด่วนนะครับ อีก 5 ปีขึ้นอีก เศร้าา) แต่ถ้ามองแล้วรายได้จะปรับขึ้นตามเงินเฟ้อได้ โดยปรับไม่เกิน 10 บาท (สำหรับทางด่วนศรีรัช) และ 15 บาท (สำหรับทางศรีรัช-วงแหวนรอบนอก, อุดรรัถยา) แต่ถ้าเงินเฟ้อสูงเกินสามารถขอปรับขึ้นเป็นกรณีพิเศษได้ อย่างที่ได้เคยมีการปรับไปเมื่อปี 56 ดังนั้นรอบปรับถัดไปคือปี 61 ครับ
มาดูปริมาณรถยนต์ผู้ใช้ทางด่วนกันครับ (ปี 57) ขอบคุณข้อมูลจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
03
04
จะเห็นว่าปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะครับ
อีกจุดหนึ่งที่ถือว่าเด็ดมาก ๆ เลยคือ easy pass นะครับ คือการทำให้การใช้งานรวดเร็วขึ้น (หรือเปล่า?)  แต่ที่แน่ๆ  เลยคือบริษัทฯย่อมจะได้เงินสดมาก่อน ซึ่งเป็นบริการในลักษณะ pre-paid นั่นเอง (นั่นหมายความว่าเงินจะเข้าบริษัทเยอะขึ้นก่อนมาก ๆ) ถ้าคนหันมาใช้ easypass มาก ๆ ย่อมส่งผลดีต่อรายได้ครับ
ในเรื่องของคู่แข่ง ทางบริษัทระบุใน 56-1 ว่าเป็น รถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าใต้ดินครับ (คงไม่มีใครทำทางด่วนแข่งได้เพราะเป็นสัมปทาน) แต่ฐานลูกค้าก็ไม่ซ้ำกันพอสมควร อีกทั้งระยะทางของรถไฟฟ้าและใต้ดินนั้นถือว่ายังน้อยไม่ครอบคลุม ประกอบกับประมาณรถยนต์ในกรุงเทพฯ ทีมีสูงถึง 5.3 ล้านคันแล้ว รายได้น่าจะแทบไม่กระทบเลย
ความเสี่ยงหลัก ๆ น่าจะมาจากภาครัฐที่ขึ้นอยู่กับ การทางฯ เป็นหลัก และการมีข้อพิพาทต่างๆ   ร่วมถึงความเสี่ยงที่มีบริษัทลูกหนึ่งบริษัท มีการลงทุนซ้ำซ้อนกับ ดอนเมืองโทลเวลย์ (ของบริษัทคือเส้นบางปะอิน ปากเกร็ด) ซึ่งอันนี้ก็ต้องระวังพอสมควรเพราะว่าหากภาครัฐลงมาเล่นเองนั้น ภาครัฐต้องถือว่าเงินหนากว่าเอกชนอู่แล้ว หากมีเส้นทางซ้ำซ้อนกัน อาจกระทบกับกำไรของบริษัทได้
ความเสี่ยงอีกอย่างคือเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในทางด่วนบางช่วง โดยบริษัททำการแก้ไขโดยนำเงินไปลงทุนในบริษัทต่าง  เช่น BMCL แต่ได้ขายออกไปแล้วอย่างที่บอกเบื้องต้น CKP ซึ่งทำธุรกิจลงทุนในโรงไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจุดนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะเวลาบริษัทไหนไปลงทุนนอกความเชี่ยวชาญของตัวเองมักไม่ค่อยออกมาดีเท่าไหร่ แต่ก็มีบางจุดที่เราอาจจะต้องดูกันต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นจุดดีก็ได้เพราะ ผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งคือ CK เพราะการก่อสร้าง นั้นจะมีความเชี่ยวชาญ แต่ไม่รู้ว่าการก่อสร้างทั่วไปกับการก่อสร้างแนวๆ โรงไฟฟ้าจะเสริมกันมากเท่าใดครับ
แต่ความเสี่ยงที่ผมมองว่าใหญ่ที่สุดกลับเป็นเรื่องของการก่อสร้างและการดำเนินโครงการครับ ไม่ใช่สัญญาสัมปทานและคู่แข่งหรือการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ (สัญญาสัมปทานนั้นบริษัทพึ่งได้รับสัญญา 25 ปีวงเงิน 25,000 ล้าน ซึ่งมองว่าได้ไปอีกยาว)
ซึ่งถ้าท่านที่พอจะอยู่วงการรับเหมาคงจะทราบดีว่า การ delay ของการก่อสร้างนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และการ delay ออกไปทำให้เกิดความเสี่ยงตามมานับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ค่าวัสดุก่อสร้างที่ผันผวน เหล็ก อีกสารพัด ดังนั้นต้องถือว่าเป็นจุดที่ต้องคอยจับตามองเลยครับ แต่บริษัทใช้วิธีการทำสัญญาแบบ lumpsum turn key นั่นคือจ่ายก้อนเดียวคุมหมดทุกอย่าง โดยความเสี่ยงอย่างเดียวคือการล่าช้า และผู้รับเหมาทิ้งงาน ซึ่งการทิ้งงานนั่นน่าจะเป็นไปได้น้อย เพราะผู้ที่ได้รับการว่าจ้างคือ CK นั่นเอง (ผู้ถือหุ้นใหญ่) ซึ่งถ้ามาดูงานก็เดินไปได้ตามแผน เร็วกว่าแผนนิดหน่อย ซึ่งยังไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรครับ
ถ้าอ่านมาตรงนี้บางท่านอาจจะเริ่มคิดเหมือนผมแล้วละครับว่า CK ได้ประโยชน์ไปจากสัมปทานก่อสร้างทางด่วนไปเต็ม ๆ ซึ่งในโอกาสหน้าจะรับใช้วิเคราะห์ CK ภายหลังนะครับ
มาดูสรุปการลงทุนในบริษัทอื่นกันครับ
  1. บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด อย่างที่บอกไปว่าบริษัทย่อยนี้ขาดทุนพอสมควร และ BECL ยังเป็นผู้ให้เงินกู้รายหลัก และภาครัฐมาสร้างเส้นทางด่วนซ้ำซ้อนทำให้มีปัญหาพอสมควร
  2. BMCL แต่ไดทำการขายหุ้นออกไปแล้ว เพื่อเตรียมทำการควบรวมกิจการ
  3. TTW ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำประ โดยถือ 19.66% และ TTW ถือ CKP อีกต่อหนึ่ง ซึ่ง BECL ก็ลงทุนใน CKP เช่นเดียวกัน เริ่มโยงใยกันเยอะ อย่าพึ่งสับสนนะครับ ซึ่ง TTW ได้สัมปทานจากการประปา 30 ปี เหลือเวลาอีกค่อนข้างนานไม่น่าห่วง
  4. CKP ลงทุนในบริษัทพลังงาน ถือ 19.4%
  5. ไชยะบุรี พาวเวอร์  ได้รับสัมปทานจากลาว 29 ปี
เอาละครับ มาดูข้อพิพาทกันบ้าง ข้อใหญ่คงเป็นการพิพาทกับ กทพ. (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) ผมอ่านแล้วขำเลย แต่คงไม่ขำสำหรับผู้ถือหุ้นเท่าไหร่
  1. พิพาทเรื่องวันเปิดใช้งาน ตามสัญญาโครงการ ตรงจุดนี้บริษัทเปิดใช้งานให้บริการแต่ กทพ. แบ่งรายได้ช้าไปประมาณปีหนึ่ง ซึ่งคำชี้ขาด ก็ออกมาให้ กทพ. จ่ายเงินที่ขาดไปจริง แม้ว่ากทพ. ฟ้องกลับแต่ศาลปกครองก็ยกฟ้อง ตรงนี้ประมาณ 5000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว (รวมดอกเบี้ย) แต่กทพ. ก็ยังยื่นอุทธรณ์ต่ออีก (ยังไม่จ่ายนั้นเอง)
  2. การแข่งขันของทางพิเศษอุดรรัถยา ซึ่งในสัญญากำหนดว่าหากมีการแข่งขันจากรัฐบาลหรือ กทพ. และกระทบต่อรายได้ทางพิเศษ ซึ่งบริษัทย่อยโดนผลกระทบต้องชดเชย ซึ่งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ให้ กทพ. จ่ายจริง แต่กทพ. ก็ได้ยื่นอุทธรณ์อีกเช่นเคย อันนี้รวมๆ น่าจะประมาณ 3,000 ล้านบาท
  3. ออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงงาน โดย กทพ. แต่ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 238 ล้านบาท อนุญาโตตุลาการคำชี้ขาดให้จ่ายเช่นเดิม แต่ กทพ. ก็ยื่นคำร้องขอเพิกถอนต่อศาลปกครองกลาง (ไม่จ่ายเช่นเดิม)
  4. การปรับเพิ่มอัตราค่าผ่านทางประมาณ 5 กรณี ซึ่ง กทพ. ปรับขึ้นโดยไม่ใช้อัคราของบริษัท อยู่ในขั้นตอนฟ้องร้อง
จะมีข้อพิพาทที่ กทพ. ยื่นฟ้องบริษัท แต่เป็นวงเงินที่น้อยกว่าที่กล่าวมาด้านบนมากๆ (มากๆๆๆ) ไม่ถึงสิบล้านต่อกรณีครับ
มาดู financial กันบ้างครับ คงจะไม่ดูอะไรมากเพราะบริษัทมีกระแสเงินสดที่ค่อนข้างดี และสม่ำเสมอ (จากการใช้ทางด่วน) ซึ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะมีติดก็ตรงสัมปทานจะหมดปี 63 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักๆ สร้างรายได้ให้ถึง 70% สำหรับผมเองคิดว่ารัฐควรต้องต่อ คงไม่งกถึงขนาดคิดทำเองนะครับ แต่ตัวบริษัทเองไม่มั่นใจว่าจะต่อได้หรือไม่ ทำให้เกิดการลงทุนไปยังบริษัทอื่นๆ มากมายเพื่อหารายได้ชดเชย
สิ่งที่ต้องดูเป็นหลักคืออัตราส่วนนี้ครับ อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage กล่าวคือกำไรจากการดำเนินงาน ต้องเพียงพอกับการจ่ายดอกเบี้ย คิดเป็นกี่เท่า ทั้งนี้ใน Q3 บริษัทมีอัตราส่วนที่ว่านี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 18.46 เท่าดังรูป
05
นั่นเป็นเพราะบริษัทขายหุ้น BMCL ออกไปแล้ว book เป็นรายได้นั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนอย่างเราๆ ควรทำคือหาอัตราที่แท้จริงก่อนครับ ปรากฎว่า Q3 มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 552 ล้านบาท ผมขอคิดคร่าวๆ โดยการหักกำไรที่ บริษัทฯ report ด้วยเงินที่ขายหุ้น BMCL ได้
Operating Profit = 3,976-1,286 =  2,690 ล้านบาท (ไม่รวมเงินจากการขายหุ้น)
อันนี้ผมไม่ใช่นักบัญชีแฮะว่าสูตรการหาอัตราเป็นอย่างไรเพราะผมลองคำนวณแบบรวมแล้วอัตราส่วนก็ไม่ออกมาตามงบ (18 เท่า) แต่ผมขอตีคร่าว ๆอย่างนี้ดีกว่า แบบ Ben Graham สอนดูก็คือ Operating Profit เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ย
2,690 / 552 = 4.8 เท่า ตัวเลขนี้ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ เพราะหมายความว่า ทำเงินเป็น กี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ถามว่าทำไมสำคัญเพราะ บริษัทฯ นั้นใช้เงินกู้ กับ หุ้นกู้เป็นหลักในการก่อสร้างเพื่อให้ได้มาซึ่งทางด่วนครับ ถ้าหากวันใดที่อัตราส่วนน้อยลงหมายถึงเมื่อนั้นผู้ให้กู้ก็จะเสี่ยง ทำให้เกิดอาการขาดสภาพคล่อง หากไม่สามารถกู้เพิ่มหรือออกหุ้นกู้ได้ครับ
My Take about BECL
ธุรกิจของบริษัทถือว่าดี คือมั่นคงและคาดเดาผลประกอบการได้โดยงานครับ แม้จะมีความเสี่ยงสูงบางอย่างซ่อนอยู่ และเงินกู้ที่ต้องระวังครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสัมปทานของทางด่วนในกรุงเทพที่จะหมดลงในปี 63 ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้ต่อสัญญาสัมปทาน (ต่อได้คราวละ 10 ปี) ซึ่งหากไม่ได้รายได้จะหดหายไปถึง 70% เลยทีเดียวทำให้เป็นที่มาของการควบรวมกิจการกับ BMCL โดยหวังว่าจะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกว่าเดิมในอนาคต (ทดแทนสัมปทาน)
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจผมคือการไปควบรวมกับ BMCL ต่างหากที่มันทำให้คาใจ ยังไงเรามาต่อกันครับ
Disclaimer:
ผมไม่มีหุ้น BECL และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงครับ รอวิเคราะห์ผลที่เกิดจากการรวมกิจการก่อน
เครดิต http://www.finmoment.com/author/poom3dgmail-com/

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แชร์วิธีการใช้กราฟในโปรแกรม E-finance Portal "วิชาใยไหมฟ้า" เทคนิคสาย Indicator ไร้ใจ ไร้อารมณ์ร่วม # 2 วิธีใช้เครื่องมือทางเทคนิค

วิธีดู EMA เพื่อใช้เป็นตัวตัดสินใจตัวแรกในการเลือกหุ้น
คือใช้ดูแนวโน้มว่า หุ้นเป็นขาขึ้นหรือขาลง
ในรูปนั้นเป็นการเรียงกันของเส้น EMA ในหุ้นที่เป็นขาขึ้น
ในกรอบของเวลาที่เราใช้เป็น DAY แสดงว่าหุ้นยังอยู่ในขาขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์
ในกรอบของ WEEK ให้เป็น long term 3-6 เดือน


ในทางตรงกันข้าม เรียงแบบนี้แสดงถึงหุ้นขาลง

แต่ว่าอย่าพึ่งย่ามใจ ดูแค่นี้แล้วไปเคาะซื้อหุ้นเลย
แบบนั้นจะดอยได้ง่ายๆ เพราะ EMA ที่เรียงกันสวยงามแล้ว
แสดงว่าเราอาจช้าไปแล้ว จึงต้องหาตัวที่พึ่งเรียงตัวสวยงาม

และข้อสำคัญ ให้ใช้ Indicator อีกสองอันที่เหลือที่เราเลือกไว้
ใช้ในการพิจารณาด้วย


นี่เป็นวิธีใช้ MACD
MACD บอกเราได้ดังนี้
1. หุ้นอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง โดยใช้ 0 เป็นตัวแบ่งโซน
เหนือ 0 เราเรียกว่า bullish Zone หรือโซนขาขึ้น
ต่ำกว่า 0 เราเรียกว่า Bearish Zone หรือโซนขาลง

2. MACD บอกสัญญาณซื้อขายได้ โดยทาง
สัญญาณซื้อ MACD ตัดเส้น Signal ขึ้น (ม่วงตัดขาวขึ้น)
สัญญาณขาย MACD ตัดเส้น Signal ลง

3. สัญญาณการเปลี่ยน trend
เปลี่ยนจากหุ้นขาขึ้นเป็นขาลง MACD ตัด 0 ลงเข้าสู่ Bearish Zone
เปลี่ยนจากหุ้นขาลงไปสู่ขาขึ้น MACD ตัด 0 ขึ้นและเข้า Bullish Zone

การใช้ทั้ง EMA ร่วมกับ MACD ก็ยัง Fail ได้ เพราะ
ทั้งสอง Indicator นี้ไม่สามารถจับความเป็น Side way
และตัดสัญญาณมักจะผิดใน side way เช่น MACD ตัด Signal ขึ้น
เราก็ซื้อตาม แต่พออีกวัน :-)ตัดลงทันที ขายตามสัญญาณขาดทุนไปสามช่อง

ดังนั้น เราจึงมีเครื่องมืออย่าง ADX มาใช้ดูความเป็น Side way ของราคาหุ้นประกอบการตัดสินใจ



สิ่งที่ MACD มัก Fail อีกอย่างก็คือ
สัญญาณซื้อและสัญญาณขาย ที่อยู่ผิดโซน
เช่น เกิดสัญญาณซื้อ MACD ตัด Signal แต่ตัดกันใต้ 0
คือเกิดสัญญาณซื้อใน Bearish โซน สุดท้ายมักจะ fail ตัดขึ้นปุ๊บตัดลงปั๊บ

ตัวอย่าง fail ทั้งสัญญาณขาย และสัญญาณซื้อ

เหตุเพราะว่า เรายังไม่ๆด้ตรวจความเป็น Side way ของราคาหุ้น
หรือใช้ ADX ตรวจดูนั่นเอง



มาดูที่  พระรองของเราบ้าง ADX
ADX นั้นมี 3 เส้นที่สำคัญ
ส่วนแรกคือ สัญญาณซื้อขาย หรือ DI+และ DI-
ง่ายๆ บวกตัดลบขึ้นเป็นสัญญาณซื้อ บวกตัดลบลงเป็นสัญญาณขาย

ส่วนที่สองที่สำคัญมากๆๆๆๆๆๆ
ตัวเส้น ADX
ADX เมื่ออยู่ต่ำกว่า 30 ให้ถือว่าหุ้นเป็น Side way เทรดยากมาก
หุ้นจะเข้า trend ไม่ว่าจะขาขึ้นหรือลงเต็มตัวก็ต่อเมื่อ
ADX เดินหน้าขึ้นทะลุ 30 และเพิ่มความชันขึ้นต่อไปเรื่อยๆ



จะเห็นว่า เคส หุ้นขาลงในรูปก่อนหน้าคือ IVL เหตุที่สัญญาณมัน Fail บ่อย
เป็นเพราะว่า ราคาหุ้นเดินอยู่ในโซน Side way ราคามันจึงไม่ขึ้นไม่ลงจริงๆ

จะ short ก็ไม่ควร จะซื้อลุ้นเด้งตามสายตีแนวรับแนวต้านก็เสี่ยง
หุ้น side way แบบนี้นักเทคนิคที่ดีควรจะเข้าวัดเข้าวาเลิกเล่นไปเลย
หรือหาตัวอื่นอีก 500 กว่าตัวในตลาดที่มัน trendy มาเล่นเอา


วิธีใช้ตัวนี้เพื่อเลือกหุ้นที่จะซื้อ
ควรเลือกตัวที่ทำตัวพ้นน้ำหรือพ้นน้ำมันได้แปปเดียว
เพื่อป้องกันการเป็นชาวไล่ที่ติดดอย

ในรูปเป็นเคสที่เกิดขึ้นจริงเมื่อวันศุกร์ที่ 5/10/2555
สิ่งที่เรารออยู่สำหรับหุ้นตัวนี้คือ "การพ้นจาก side way"
เมื่อไหร่ที่ ADX พัน 30 และยังชันขึ้นต่อ จุดนั้นเราจะเข้าซื้อทันที

แต่ๆๆๆๆๆๆๆ อย่าลืมว่าตอนนี้เราอยู่ในกรอบเวลาระยะสั้นแค่ day
เราควรจะดูแนวโน้มในกรอบเวลาที่ใหญ่กว่านี้เพื่อ confirm สัญญาณขาขึ้นในกรอบระยะ 3-6 เดือนด้วย


โดยทำการเลือกกรอบเวลาดังในรูป
เราจะได้แท่งเทียนและเส้นกราฟใหม่เป็นแท่งเทียนระดับ week
1 แท่งหมายถึง ตั้งแต่ราคาเปิดวันจันทร์จนถึงราคาปิดวันศุกร์

วิธีใช้ก็เหมือนเดิม

ให้จำไว้ว่าหุ้นที่ week พึ่งเดินหน้าขึ้นเป็นหุ้นที่น่าเล่นที่สุด


มาชี้ถึงโคตรจุดอ่อนของเทคนิคสายนี้
นั่นคือ "จุดขาย" เราไม่สามารถหาจุดขายได้แบบสาย price pattern
การจะตีเส้น จากจุดนั้นไปให้เป้าที่ตรงนี้
Break สามเหบี่ยมตรงนี้จะไปตรงนู้น
ทำหัวไหล่แล้วจะไปอีกตั้งแต่คอถึงไหล่
ตอนนี้กำลังจะไปคลื่น 3 ที่เป้าตรงนี้

สายนี้ไม่มีนะ สายนี้ห้ามจินตนาการ คุณต้องเชื่อเครื่องมือเท่านั้น
ดังนี้สายนี้เราจะได้จุดขายที่ไม่ชัวร์เลย
จะขายเมื่อ MACD ทำสัญญาณขายก็ไม่ได้ขายได้ high
จะขายเมื่อ DI+ ตัด DI- ลง ก็ช้า
จะขาบเมื่อแท่งเทียนลงมาต่ำกว่า เส้น EMA(10) เส้นแรก ก็ยิ่งช้าไปใหญ่

ดังนั้นเราจึงบอกว่า สายนี้ให้ขายเมื่อพอใจจะขาย หรือดู ticker ว่าตรงไหนคนตั้ง offer ไว้เยอะและไม่ผ่านซักที


นี่เป็นความผิดพลาดอีกอย่างนึง นั่นคิอ
รีบร้อนดูสัญญาณ โดยไม่ได้สนใจว่าหุ้นมันอยู่ใน side way
นี่คือ บทลงโทษของนักลงทุนที่เลิ่นเล่อใช้เครื่องมือไม่ครบ
ไม่เห็นหัวพระรองอย่าง ADX. 

สรุปก็คือ technical สายนี้ต้องใช้เครื่องมือประกอบกันให้ครบถึงจะตัดสินใจได้

ให้ข้อคิดไว้อีกอย่างคือ
1. เมื่อหุ้นมีแนวโน้มหุ้นจะยังอยู่ในแนวโน้มนั้นต่อไป จนกว่าจะเกิดสัญญาณเปลี่ยนแนวโน้ม
2. สายเทคนิคต้องเชื่อว่า ผลประกอบการ ข่าว และทุกอย่างของหุ้นได้สะท้อนไปในราคาหมดแล้ว
3. MACD ตัด 0 ลงมามีลูกสอนลูกมีหลานสอนหลาน "อย่าซื้อหุ้น" เพราะคุณจะเจอเพียงขาลงไม่ก็ side way

หวังว่า บทความนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านบ้าง

อย่ายึดติดกับราคาจนลืมมองเศรษฐกิจ มองภาพรวมเชิงธุรกิจ เพราะอาจจะเกิดการเสียค่าครูได้

สวัสดี


เครดิต Nat_YFS2011

3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW

3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW


CoverAndInfo_08_cs5



Mr. Messenger  AomMoney Guru
เชี่ยวชาญการลงทุนทั้งในหุ้น และกองทุนรวมมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
Facebook | ดูประวัตินักเขียน

ด้วยความที่ Derivative Warrant (DW) ถือเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีความซับซ้อนกว่าการลงทุนในหุ้นธรรมดาในหลายมิติ ฉะนั้น นอกจากจะต้องวิเคราะห์ว่าหุ้นที่เราสนใจนั้น กำลังจะขึ้นหรือกำลังจะลงแล้ว นักลงทุนใน DW ยังต้องคัดกรอง DW แต่ละตัวก่อนที่จะใส่เงินลงไปด้วย เพราะ สมมติว่า คุณสนใจลงทุนใน Call DW ของหุ้น PTT คุณจะพบว่ามี DW หลายตัวที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์คนละบริษัท หรือบริษัทเดียวกัน แต่ก็คนละซีรี่ย์ แบบนี้ ใครดูไม่เป็น หรือดูไม่ละเอียด ได้มีงงเป็นไก่ตาแตกแน่นอนนะครับ

นอกจากค่า Delta และ DW Sensitivity ที่ได้บอกไปในบทความตอนที่ 2 แล้ว ยังมีอัตราส่วนอีก 3 ตัวที่นักลงทุนใน DW ต้องรู้ ซึ่งเมื่อเข้าใจปั๊บ ก็เหมือนไขรหัสลับ เลือก DW ตัวที่ใช้ให้กับคุณได้ไม่ยากเลยทีเดียว


CoverAndInfo_08_cs5  3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW 3                                                 dw2 01
1.  Gearing Ratio หรือ อัตราทด ใช้บอกความแรงของ DW ตัวนั้นๆ ว่าวิ่งแรงเป็นกี่เท่าของหุ้นอ้างอิง เช่น DW ตัวหนึ่ง คำนวน Gearing Ratio ได้ 10 เท่า นั้นหมายถึง ถ้าหุ้นอ้างอิงบวกขึ้นไปเท่าไหร่ DW ตัวนั้นจะวิ่งแรงขึ้นเป็น 10 เท่าของราคาหุ้นอ้างอิง นั้นแสดงว่า เวลาจะเลือก DW ซักตัว ใครที่รักความเสี่ยง และอยากใช้เงินน้อย ก็ให้เลือก DW ที่มี Gearing Ratio สูงๆนั่นเอง
gearing-2  3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW gearing 2
2.  Effective Gearing ตัวนี้ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญในการวิเคราะห์ DW เลยครับ สูตรคำนวนคือ



CoverAndInfo_08_cs5  3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW effective gearing
Effective Gearing ใช้ในการวัดราคาการเปลี่ยนแปลงของ DW เป็นในรูปเปอร์เซ็นต์ (%) เพื่อให้อธิบายการเคลื่อนไหวของ DW ได้ชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Call DW ตัวหนึ่ง มี Effective Gearing = 10 เท่า ก็หมายความว่า ถ้าราคาหุ้นเอ้างอิงบวกไป 1% ตัว DW ก็จะบวกได้ถึง 10% (หรือ 10 เท่าของราคาหุ้นอ้างอิงนั้นเอง)



3.  Implied Volatility หรือ ความผันผวนแฝง
เจ้าความผันผวนแฝงนี้ จะบอกระดับของความผันผวนของ DW ตัวนั้น ที่เทรดในตลาด โดยแสดงค่าออกมาเป็นรูปเปอร์เซ็นต์ (%) เช่นเดียวกับ Effective Gearing วิธีการคำนวน อย่าไปรู้ครับ เราไปรู้วิธีใช้กันดีกว่า

Implied Volatility ใช้ในการเปรียบเทียบราคา DW ที่มีลักษณะคล้ายกัน หรือ มีหุ้นอ้างอิงตัวเดียว วิธีการดูก็คือ ถ้า DW ตัวไหนมีค่า Implied Volatility สูงกว่าอีกตัว แสดงว่า DW ตัวนั้นแพง (เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ)

แล้วที่ Implied Volatility มันไม่เท่ากัน เกิดจากอะไรล่ะ?
  • Demand Supply ของ DW แต่ละตัวไม่เท่ากัน ถ้า DW ตัวไหนคนเทรดเยอะ ก็มักจะมี Implied Volatility สูงตามไปด้วย ดังนั้น การลงทุนใน DW ดูแค่ตัวไหนเทรดกันเยอะๆ สถาพคล่องสูงๆไม่ได้แปลว่าดีเสมอไปนะครับ ต้องดู Implied Volatility เปรียบเทียบด้วย ไม่งั้นกลายเป็นซื้อของแพงไปโดยใช่เหตุ
  • ความผันผวนของราคาหุ้นอ้างอิงแต่ละตัวไม่เท่ากัน ถ้าเราเทียบ Implied Volatility ใน DW ที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน ราคาใช้สิทธิเท่ากัน แต่เป็นหุ้นคนละตัวกัน Implied Volatility ก็ไม่เท่ากันนะครับ เพราะหุ้นแต่ละตัว มันไม่เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันตลอดเวลา และ ความต้องการซื้อขายของนักลงทุนก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

ง่ายๆสั้นๆ เราควรเลือก DW ที่มี Implied Volatility ต่ำไว้ก่อนถ้าเป็นไปได้นะครับ
ถึงตรงนี้ ก็มีคนตะโกนถามขึ้นมาว่า เฮียครับ แล้วผมจะไปหาอัตราส่วน ตัวเลขพวกนี้จากไหน?

ง่ายสุดๆ เพราะหน้าจอ Streaming Pro ที่ทุกท่านใช้เทรดกันอยู่ทุกวัน มีตัวเลขเหล่านี้ให้ดูแบบ Real Time เลยทีเดียวครับ Log In เข้า Streaming Pro ของท่าน แล้วเพียงแค่กดเมนู Quote ด้านบน พิมพ์เลือกตัว DW ที่ท่านสนใจ แล้วกุญแจทั้ง 5 ดอก เพื่อให้คุณพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนก็จะปรากฏมาที่บนหน้าจอพร้อมกับรายละเอียดอื่นๆ ทั้งวันหมดอายุ อัตราส่วนการใช้สิทธิ สถานะว่า In-The-Money , At-The-Money หรือ Out-The-Money
ที่คุณต้องทำก็คือ ก่อนเทรดทุกครั้ง หันมาเปิดดูมันซักหน่อย ก็จะรู้ว่า DW ตัวนั้นคือคุณค่าที่คุณคู่ควรหรือเปล่า

ได้กุญแจสำคัญ 3 ดอกกันไปแล้ว เราไปดูกลยุทธ์เลือก DW เพื่อเก็บกำไรอย่างที่ใจหวังกัน

ขั้นตอนแรก วิเคราะห์ และอ่านแนวโน้มของดัขนี หรือ หุ้นอ้างอิง ตัวที่เราสนใจลงทุน
หมายความว่า ก่อนลงทุนใน DW ถ้าเป็น DW อ้างอิงราคาดัชนีอย่างหุ้นไทย เราก็ควรเข้าใจ และมีมุมมองที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่า ตามความเห็นของเรา หุ้นไทย จะเคลื่อนไหวในทิศทางใด ขึ้น หรือ ลง เพราะหากไม่มีมุมมองตั้งแต่เริ่มต้นลงทุน ก็เหมือนตาบอดคลำช้างครับ ได้กำไร ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกไหม ขาดทุนไป ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิดตรงไหน ลงทุนแบบนี้เหมือนการพนันเกินไป ยังไงซะ ผมแนะนำ วิเคราะห์ และหาแนวโน้มครับ ถ้าเลือก DW ที่อ้างอิงหุ้น ก็วิเคราะห์ทิศทางราคาหุ้น ถ้าเลือก DW อ้างอิงดัชนี ก็ต้องอ่านภาพรวมตลาดให้ได้ก่อน
(จุดตายของนักลงทุนในตลาด มักเริ่มจากการอ่านทิศทางตลาดไม่ขาดตั้งแต่แรกครับ แค่เริ่มต้นก็ผิด ถึงจะวิเคราะห์ DW เลือกเก่งยังไง ซื้อไปก็มีความเสี่ยงผิดทางอยู่ดี)

ขั้นตอนที่สอง กลับมามองระยะเวลาการลงทุนของเรา
พอมีมุมมอง (View) ต่อการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์อ้างอิงแล้ว เนื่องจาก DW แต่ละตัว มีอายุครบกำหนดไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรตรวจสอบอายุคงเหลือของ DW ก่อนเป็นอันดับแรกว่า มีเหลือพอระยะเวลาที่เป็นเป้าหมายในการลงทุนหรือเปล่า โดยแนะนำให้เลือก DW ที่เหลืออายุครบกำหนดมากกว่าระยะเวลาเป้าหมายการลงทุนซัก 1-3 เดือนขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยครับ อันนี้ผมเจอกับตัวเลย คือมีเพื่อนที่อยากลองลงทุนใน DW นั่งอ่านแนวโน้ม แต่เคาะขวาทันทีทั้งๆที่ลืมดูอายุว่าเหลืออีก 3 วันก็หมด ราคาหุ้นอ้างอิงยังพักฐานไม่ขึ้นไปไหน พอ DW ครบกำหนดเท่านั้น เหมือนเป็นสัญญาณให้หุ้นอ้างอิงวิ่งยังกับม้าแข่ง ถึงตรงนี้ คงรู้นะครับว่าเพื่อนผม “ร้องไห้หนักมาก”

ขั้นตอนที่สาม ดู Effective Gearing ที่เหมาะกับความเสี่ยงของเราเอง
ยกตัวอย่าง ถ้าเราเป็นพวกเรา “รักความเสี่ยง” (Risk Lover) มี DW ให้เลือก 2 ตัว เมื่อปัจจัยอื่นๆเหมือนกันหมด เราควรเลือก DW ที่มี Effective Gearing สูงกว่า เพราะกำไรจากการที่ราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวตามทิศทางที่เราประเมินไว้ในขั้นตอนที่หนึ่ง มันมีโอกาสได้มากกว่า (แต่ถ้าผิดทาง ก็ขาดทุนหนักกว่าด้วยนะครับ) คนส่วนใหญ่ มักเลือก DW ที่มี Effective Gearing สูงๆไว้ก่อน ถามว่า เป็นความคิดที่ถูกไหม ถึงแม้ความเสี่ยงของเขาจะต่ำ คำตอบก็คือ ไม่ผิดครับ เพราะ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ สามารถลดความเสี่ยง DW ที่มี Effective Gearing สูงๆได้ด้วยการ ลดจำนวนเงินลงทุนลง ก็แค่นั้นเอง เห็นไหม ใช้เงินน้อยลง แต่ยังทำกำไรได้สูงอย่างที่ต้องการ

ขั้นตอนสุดท้าย พิจารณา Implied Volatility อย่างรอบคอบ
ซึ่งคำแนะนำของผมก็คือ ถ้าเราเจอ DW 2 ตัว ที่หุ้นอ้างอิงเป็นตัวเดียวกัน อายุคงเหลือเท่ากัน Effective Gearing  ก็ไม่ต่างกัน เราควรเลือก DW ตัวที่มี Implied Volatility ต่ำกว่า สาเหตุเป็นเพราะ Implied Volatilityเป็นค่าที่บอกเราว่า DW ตัวนั้นมีความผันผวนสูงเกินไปหรือเปล่า
ถึงแม้ DW จะเสี่ยงสูงอยู่แล้ว แต่เราน่าจะอยากได้ DW ตัวที่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับหลักทรัพย์อ้างอิง โดยที่ไม่ผันผวนจนอ่านทิศทางลำบาก ถูกไหมครับ? ดังนั้น Implied Volatility ต่ำ ก็แปลว่า โอกาสที่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนใน DW จะใกล้เคียงหรือเท่ากับการวิเคราะห์และเมินของเราก็จะสูงขึ้น

ไม่ใช่คิดว่า ยังไงๆ DW ก็ดูผันผวน ดูเสี่ยงกว่าหุ้นปกติอยู่แล้ว ถ้าเป็นแบบนั้น ก็เลือกอันที่มันเสี่ยงทุกอย่างซะเลย คิดแบบนี้ ขาดทุนแน่นอนครับ ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง หัวใจของการหากำไรก็คือ การควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสม ไม่ใช่เสี่ยงไปเรื่อยเหมือนผีพนันนะครับ
เครดิต mrmessenger 

แชร์วิธีการใช้กราฟในโปรแกรม E-finance Portal "วิชาใยไหมฟ้า" เทคนิคสาย Indicator ไร้ใจ ไร้อารมณ์ร่วม # 1 วิธีตั้งค่ากราฟ

เริ่มต้นพอเข้า E-finance ได้ให้กด F7 เพื่อเข้าสู่หน้ากราฟอย่างเดียวจะได้หน้าตา E-finance แบบนี้



มาเลือก Indicator ที่เราจะใช้กัน
พระเอกหลักของเรา MA หรือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
เช่น MA 10 = ค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นย้อนหลังไป 10 วัน
MA 200 = ค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นย้อนหลังไป 200 วัน
ซึ่งถามจริงๆคือ...เส้นพวกนี้ให้คนทำยาก..ถ้าจะทำต้องโคตรรวย
เพราะต้องคุมราคาหุ้นให้ครบ 10 วัน หรือ 200 วัน
เส้น MA จึงเป็นเส้นที่ "ตลาดเป็นคนทำ"
ไม่ใช้อารมณ์ของเราเข้าร่วมเหมือน นับคลื่น หรือ Trend Line

เราใช้ EMA ทั้งหมด 4 เส้น

คลิ๊กแบบนี้ไปเลย 4 รอบ แล้วเราค่อยไปแก้ไขจำนวนวันที่จะสร้างเส้นเอา



เราใช้ EMA 10, 25, 75, 200 วัน

วิธีปรับแต่งเส้นให้เป็นไปตามที่เราต้องการ
หลังจากคลิ๊กสร้างเส้นในขั้นตอนก่อนหน้าไปแล้ว 4 รอบ
จะพบค่าEMAV(14) ทั้งหมด 4 บรรทัด

ให้คลิ๊กซ้ายไปที่ตัวอักษร EMAV(14) บรรทัดใดก็ได้

เลือกไปที่ properties



จะได้หน้าต่างแบบนี้ขึ้นมา
คลิ๊กไปที่มุมขวาบนของหน้าต่าง ที่คำว่า Exponential Moving Average ในแต่ละบรรทัด
และแก้ไขตรง periods ให้เป็นจำนวนวันที่เราต้องการ
และเลือกสีที่เราจำได้ง่ายแนะนำให้ใช้สีอ่อนไปเข้มเรียงตามน้ำหนัก

แก้ไขตรง periods แต่ละบรรทัดเป็น
10, 25, 75 และ200



เราตั้งแต่ละค่าดังนี้ครับเพื่อให้ดูง่าย
EMA 10 ใช้สีฟ้า
EMA 25 ใช้สีเหลือง
EMA 75 ใช้สีชมพู
EMA 200 ใช้สีแดง




มาถึงสัญญาณหนักที่เราจำเป็นต้องใช้ประกอบกับ EMA นั่นคือ MACD
เลือกตรงที่เดิมคือ
เครื่องหมายบวกตรงแถบด้านขวา
แล้วเลือกตามภาพเลย


เพิ่ม Indicator อีกตัว ตัวนี้สำคัญมากๆ
ถ้าตัวนี้ไม่ confirm สัญญาณ MACD จะ fail ได้ง่ายๆ

ตัวนี้คือ ADX หรือ Average Directional Movement Index
ใช้วัดความเป็น trendy ของหุ้น แปลง่ายๆคือ
ดูว่าหุ้นไม่ได้อยู่ใน SIDE WAY เพราะเราจะไม่ซื้อหุ้นใน side way
มันเสียเวลาและมีค่าเสียโอกาสของเงิน ตามความเห็นของ technician




พอทำทั้งหมดจะได้หน้าตาของจอ เป็นดังนี้
ใครไม่ได้ตามนี้ กลับไปทำมาใหม่ทั้งหมดนะ

หรือใครได้แล้วแต่สีเส้น ADX กับ MACD ไม่เหมือนกับเรา
อย่าแปลกใจ  เราไปเปลี่ยนมาให้ดูง่ายๆ

วิธีเปลี่ยนสีทำแบบเดียวกับวิธีที่อธิบายในการเปลี่ยนแปลง EMA ตอนแรก



เนี่ยแบบนี้
จะใช้สีตามเราก็ได้นะ
ในส่วนของ ADX
ให้ ADX เป็น สีฟ้า
DI+ เป็นสีเขียวหุ้นขึ้น
DI- เป็นสีแดงหุ้นตก

ในส่วนของ MACD
ให้ MACD เป็นสีม่วงมังคุด
เส้น SIgnal เป็นสีขาว


นี่เป็นวิธี save หน้าจอกราฟ เพื่อทีรอบหน้า
เราจะได้ไม่ต้องมานั่งตั้งค่ากันใหม่

ไปที่แถบบนตามรูปข้างๆ วันที่ทั้งสองช่อง
จะมีช่องว่างอยู่
พิมพ์ที่ท่านชอบเข้าไป ของเราเป็น q1
แล้วคลิ๊ก add ข้างๆ




เครดิต Nat_YFS2011 

6 ขั้นตอนการลงทุนในหุ้น

6 ขั้นตอนการลงทุนในหุ้น

จริงๆ แล้วในโลกของการเงินและการลงทุน ความเสี่ยงมากที่สุด คือ การไม่กล้าเสี่ยง เพราะเงินออมที่เราหยอดกระปุก หรือเอาไปฝากธนาคาร ไม่มีทางเพิ่มขึ้นได้ทันกับราคาสินค้า ที่เพิ่มขึ้นแน่ๆ ดังนั้นแม้ว่า เราอาจจะไม่ใช่คนชอบเสี่ยง แต่ควรจะแบ่งเงินมาลงทุนในหุ้น ไว้บ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เงินของเรางอกเงยขึ้น เพราะฉะนั้นอย่ารอช้า ไปเริ่มขั้นตอนแรกของการลงทุนกันเลยดีกว่า

1. ตั้งเป้าหมายให้การลงทุน

ถ้ายังจำเส้นทางในการเป็นเจ้าของกิจการได้ จะรู้ว่าก่อนที่จะเริ่มก้าวเดินเราจะต้องมี “เป้าหมาย” กันก่อน การเป็นเจ้าของกิจการผ่านการลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน ก่อนจะโดดเข้าไป ซื้อหุ้น
  • เป้าหมายในการลงทุนของเราคืออะไร หรือเราลงทุนเพื่ออะไร
  • ต้องการผลตอบแทนแบบไหน เงินปันผล หรือกำไรจากการขายหุ้น สักกี่เปอร์เซ็นต
  • ระยะเวลาที่จะลงทุน นานแค่ไหน
ขั้นตอนแรกสำคัญที่สุด เหมือนกับ การทำธุรกิจ ที่ก้าวแรกสำคัญที่สุด (และ ยากที่สุดด้วย) ดังนั้นถ้ายังไม่สามารถตอบ คำถามพวกนี้ได้อย่างชัดเจน อย่าเพิ่งข้าม ไปขั้นตอนต่อไป เพราะคำตอบที่ออกมาจะ บอกได้ว่า เราจะต้องเป็นนักลงทุนแบบไหน และเลือกลงทุนในหุ้นแบบไหน รวมไปถึง เลือกเครื่องมืออะไร ถึงจะทำให้บรรลุ เป้าหมายที่ตั้งไว้
ในโลกของการลงทุนในหุ้น มีนักลงทุนอยู่ หลายแบบ ที่มี “สไตล์” การลงทุนที่แตกต่าง กัน ขณะที่ตัวหุ้นเองก็มี “บุคลิก” หลายแบบ เช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเป้าหมายที่ต่างกันก็จะต้องใช้สไตล์การลงทุน และเลือก ลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน

หลายประเภท หลากสไตล์

ถึงจะเป็นหุ้นเหมือนกัน แต่หุ้นก็มีหลายประเภท ไม่ได้มีแค่หุ้นเติบโต หรือหุ้นคุณค่า แต่ยังมี หุ้นบลูชิป หุ้นเก็งกำไร หุ้นบิ๊กแคป หุ้นสมอลแคป และอีกมากมาย แล้วแต่ว่า คนที่พูดเขาใช้อะไรเป็น “เกณฑ์” ในการแบ่งประเภทหุ้น ถ้าใช้ “พื้นที่” เป็นเส้นแบ่ง ก็จะทำให้มีหุ้น 2 กลุ่ม คือ หุ้นในประเทศ กับ หุ้นต่างประเทศ โดยที่หุ้นในประเทศก็คือหุ้นที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ขณะที่หุ้นต่างประเทศก็คือหุ้นที่จดทะเบียนซื้อขายอยู่ในประเทศอื่น (ซึ่งต้องขอบคุณโลกไร้พรมแดนที่ทำให้เราสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ไม่ยาก) หรือถ้าแบ่งตามประเภทของตลาดที่ซื้อขายหุ้น จะแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นหุ้นที่ซื้อขายในตลาดแรก เป็นหุ้นที่นำมาขายให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ที่เรียกว่า “หุ้นไอพีโอ” (IPO: Initial Public Offering) กลุ่มที่สองเป็นหุ้นที่ซื้อขายในตลาดรอง หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ (หลังจากขายไอพีโอเรียบร้อยแล้ว) และกลุ่มสุดท้ายเป็น หุ้นที่ไม่ได้ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เจ้าของกิจการและนักลงทุนจะไปเจรจา ซื้อขายกันเอง แต่โดยทั่วๆ ไปที่มักจะเห็นกันบ่อยๆ จะแบ่งตามลักษณะของกิจการ แบ่งตาม สไตล์ของหุ้น และแบ่งตามมูลค่าตามราคาตลาด อย่างไรก็ตาม หุ้นตัวหนึ่งอาจจะถูกจัดให้อยู่ในหลายประเภทก็ได้ เช่น หุ้น ABC ในตอนนี้อาจจะเป็นหุ้นเติบโต แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะกลายเป็นหุ้นบลูชิปก็เป็นได้ ขณะที่หุ้น XYZ มีขนาดเล็กไม่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ แต่ในเวลาเดียวกัน อาจจะเป็นหุ้นคุณค่าที่มีอนาคตดีก็ได้

แบ่งตามลักษณะของกิจการ

  1. หุ้นบลูชิป (Blue Chip Stocks) คือ หุ้นขนาดใหญ่ มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีกำไรดี มีการเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง สามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้สม่ำเสมอ มีสินค้าและบริการหลากหลาย ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค มีดีเหนือกว่าคู่แข่ง และที่สำคัญ คือ ผู้บริหารเก่งและดี เพราะฉะนั้นจึงแทบจะเรียกได้ว่า หุ้นบลูชิป เป็น “สุดยอดหุ้น” ที่ใครๆ ก็อยากจะเป็นผู้ถือหุ้น
  2. หุ้นเติบโต (Growth Stocks) มักจะเป็นหุ้นของบริษัทที่อยู่ในช่วงการเติบโต ธุรกิจกำลังก้าวหน้า มีกำไรดี แต่ยังไม่จ่ายเงินปันผล หรือจ่ายแค่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะต้องเก็บเงินไว้สำหรับ การขยายกิจการ นักลงทุนมักจะมองเห็น “อนาคตอันสดใส” สำหรับหุ้นแบบนี้ จึงยอมควักกระเป๋าซื้อหุ้นในราคาสูงๆ เพราะเชื่อมั่นว่า เมื่อกิจการเติบโตขึ้น (ซึ่งจะเติบโตสูงกว่าหุ้นอื่นในตลาดหลักทรัพย์ฯ) หุ้นแบบนี้จะให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะราคาหุ้น จะปรับเพิ่มขึ้น
  3. หุ้นตั้งรับ หรือหุ้นที่ราคาไม่ตก ตามภาวะตลาด (Defensive Stocks) หุ้นในกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นของกิจการที่ผลดำเนินงานสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นๆ ลงๆ ตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน สาธารณูปโภค และการแพทย์ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะดี หรือแย่ คนก็ยังต้องกินต้องใช้เหมือนเดิม ดังนั้น ราคาหุ้นจึงไม่ผันผวนมากเท่ากับหุ้นกลุ่มอื่นๆ และความสามารถในการจ่ายเงินปันผลก็สม่ำเสมอเช่นกัน ทำให้นักลงทุนนิยมลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะจ่ายปันผลได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ
  4. หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stocks) เป็นหุ้นที่อยู่คนละขั้วกับหุ้นตั้งรับ เพราะเป็นหุ้นของกิจการที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยในช่วงที่เศรษฐกิจดี ยอดขายและกำไรของหุ้นกลุ่มนี้ก็จะเฟื่องฟูตามไปด้วย แต่ถ้าเป็นช่วงเศรษฐกิจซบเซา หุ้นกลุ่มนี้ก็เงียบเหงาไม่แพ้กัน เช่น หุ้นสถาบันการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ เหล็ก และเครื่องประดับราคาสูง เพราะฉะนั้นในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่มีแนวโน้มว่ากำลังจะฟื้นตัวในไม่ช้า ให้รีบมองหาหุ้นในกลุ่มนี้ เพราะเมื่อไรที่เศรษฐกิจกลับมาเติบโต หุ้นกลุ่มนี้จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
  5. หุ้นเก็งกำไร (Speculative Stocks) หุ้นกลุ่มนี้จะมีความผันผวนสูง ราคาเปลี่ยนแปลงเร็ว เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ทำให้นักลงทุนระยะสั้นเข้ามาซื้อๆ ขายๆ เก็งกำไร แต่ก็เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง เพราะราคาหุ้นอาจจะ ปรับเพิ่มจนเกินมูลค่าที่แท้จริง เนื่องจากนักลงทุนตั้งความหวังไว้สูงว่า “กำลังจะเกิดสิ่งดีๆ” กับหุ้นตัวนี้ ซึ่งบางครั้งสิ่งที่คาดหวังอาจจะเป็นแค่ข่าวลือ หรือข่าวลวง

แบ่งตามสไตล์ของหุ้น

  • หุ้นคุณค่า (Value Stocks) น่าจะเรียกหุ้นกลุ่มนี้ว่า “ช้างเผือก” เพราะเป็นหุ้นดี ที่ยังไม่มีใครสนใจ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ค้นพบ (แต่เราเป็นผู้ค้นพบเป็นคนแรกๆ) ทำให้ราคาซื้อขายไม่สูง และที่สำคัญราคาหุ้นต่ำ กว่ามูลค่าที่แท้จริง เพราะฉะนั้นหากเป็นบริษัท ที่ดีจริง เมื่อเวลาผ่านไปผลการดำเนินงานและ การจ่ายเงินปันผลที่โดดเด่นจะไปเตะตานักลงทุนส่วนใหญ่ และเมื่อนั้นราคาหุ้นจะวิ่งขึ้น การจะค้นหาหุ้นลักษณะนี้ให้พบจะต้องมีเครื่องมือในการวัด “คุณค่า” ของหุ้นอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ความแข็งแกร่งด้านรายได้ ที่มักจะวัดจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ความแข็งแกร่งด้านการเงิน เช่น อัตราส่วนหนี้ต่อทุน (D/E Ratio) และราคาถูก ซึ่งมักจะวัดจากอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV Ratio) หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio) เมื่อค้นพบ “หุ้นดี” แล้ว นักลงทุนที่เรียกตัวเองว่า Value Investor จะยังไม่ตัดสินใจซื้อในทันที แต่จะรอให้ “ราคาถูก” ด้วย เพราะยิ่งซื้อได้ราคาถูก กว่ามูลค่าที่แท้จริงมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้โอกาสจะขาดทุนลดลงตามไปด้วย
  • หุ้นเติบโต (Growth Stocks) เป็นหุ้นของกิจการที่อยู่ในช่วงเติบโต มีแนวโน้มที่จะทำกำไร ได้ดีกว่าบริษัทอื่นๆ ในธุรกิจเดียวกัน ทำให้นักลงทุนพร้อมที่จะซื้อหุ้นในราคาสูง เพราะคาดหวังผลตอบแทนในอนาคต ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ราคา ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าในปัจจุบัน แต่ราคาจะร่วงลงทันที ถ้ากำไรไม่ได้เติบโตอย่างที่หวังไว้ เพราะฉะนั้นถ้าจะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ ต้องประเมินความสามารถในการ ทำกำไรในอนาคตของบริษัทด้วยว่า เป็นไปได้แค่ไหน

แบ่งตามมูลค่าตามราคาตลาด

  1. หุ้นขนาดใหญ่ (Large-cap Stocks) หรือมักจะได้ยินคนเรียกว่า หุ้น “Big Cap” ซึ่งเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) หรือ “มูลค่าตลาด” สูง (มูลค่าตามราคาตลาด = จำนวนหุ้นทั้งหมด x ราคาตลาด) สำหรับตลาดหุ้นไทย ดูง่ายๆ คือ บริษัทที่อยู่ในดัชนี SET50 หรือบริษัทขนาดใหญ่ 50 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมักจะเป็นบริษัทชั้นนำในแต่ละอุตสาหกรรม การซื้อขายมี สภาพคล่องสูง ทำให้นักลงทุนต่างชาติ นิยมลงทุน
  2. หุ้นขนาดกลาง (Mid-cap Stocks) จะมีมูลค่าตลาดเล็กกว่าและมีสภาพคล่องน้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ โดยหุ้นกลุ่มนี้ จะอยู่ในลำดับที่ 51-100 ในดัชนี SET100 ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผู้นำในอุตสาหกรรม ทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่หลายบริษัทในกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตได้ดี และมีความสามารถในการทำกำไร
  3. หุ้นขนาดเล็ก (Small-cap Stocks) ก็คือ หุ้นตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในดัชนี SET100 เป็นหุ้นขนาดเล็ก มีสภาพคล่องน้อย ซึ่งรวมถึงหุ้นที่จดทะเบียนใน “ตลาด mai” ด้วย บริษัทเหล่านี้อาจจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก ที่ไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน แต่หลายๆ บริษัทอาจกลายเป็น “ช้างเผือก” ที่ซ่อนอยู่ในป่า เพราะมีผลการดำเนินงานที่ดี มีโอกาสเติบโตสูง แต่ราคายังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์กิจการ เพียงแต่ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะมีความเสี่ยงสูง ทั้งเรื่องสภาพคล่อง ความสามารถในการทำธุรกิจของผู้บริหาร และฐานะการเงินไม่มั่นคง ทำให้มีโอกาสล้มเหลวได้ง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่ นอกจากนี้หุ้นขนาดเล็กบางตัวอาจจะกลายเป็น “หุ้นเก็งกำไร” ที่ราคา ขึ้นลงหวือหวาก็ได้
ถ้านักลงทุนที่ตอบตัวเองว่า เป้าหมายของเขา คือ ต้องการผลตอบแทนในระยะสั้น เพราะฉะนั้นเขาจะไม่มานั่งรอเงินปันผล (ซึ่งอาจจะต้องรอกันหลายเดือน) แต่จะคาดหวังกำไรจากการขายหุ้นเพียงอย่างเดียว โดยอาจจะใช้เวลาลงทุนเพียงแค่ไม่กี่เดือน หรือ อาจจะไม่กี่วัน
นักลงทุนแบบนี้จะใช้ “ปัจจัยทางเทคนิค” เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจซื้อขายหุ้น มากกว่าการพิจารณาจาก “ปัจจัยพื้นฐาน” (เดี๋ยวเราจะมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันอีกที)
เราจะเรียกพวกเขาว่า นักเก็งกำไร ซึ่งถ้าเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้นมากๆ ซื้อขายภายในวันเดียวกัน หรือ “ซื้อเช้า-ขายเย็น” ก็จะเรียกว่า เป็นพวก “เดย์เทรด” (Day Trade) ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก (ถึงมากที่สุด) เพราะฉะนั้นนักลงทุนที่มีสไตล์การลงทุนแบบนี้จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความรู้ในการใช้ปัจจัยทางเทคนิค ต้องมีเวลาที่จะ เฝ้ารอจังหวะการซื้อขาย และที่สำคัญ คือ จะต้องมีวินัยในการลงทุนสูงมาก
หุ้นที่นักลงทุนสไตล์นี้จะเลือกลงทุน จะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูง ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต (อันใกล้) หรือเรียกว่า หุ้นเติบโต (Growth Stocks) แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไร ที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิค แต่จะซื้อหรือขายหุ้นตามคนอื่น เชื่อข่าวลือ มั่นใจในข่าวลวง โดยไม่สนใจปัจจัยพื้นฐานก็จะถูกเรียกว่า “แมลงเม่า” ที่ชอบพาตัวเอง ไปตายในกองไฟ เพราะจะถูกหลอกให้ซื้อหุ้นที่ถูกปั่นราคาจนสูงเกินความเป็นจริง และ เมื่อราคาหุ้นร่วงลงมาก็จะไม่ยอมขายทิ้ง ซึ่งเราจะเรียกอาการนี้ว่า “ติดดอย” ที่ทำให้ นักเก็งกำไรจำนวนมาก กลายเป็นนักลงทุนระยะยาวแบบไม่ได้ตั้งใจ
สำหรับพวกเราที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการเป็นเจ้าของกิจการ ต้องการ ผลตอบแทนทั้งที่เป็นเงินปันผล และกำไรจากการขายหุ้น เพราะฉะนั้นระยะเวลาลงทุนไม่ใช่แค่ 1-2 วัน แต่จะต้องมากกว่า 1-2 ปีขึ้นไป และอาจจะกลายเป็น 5-10 ปี หรือนานกว่านั้น ถ้ามั่นใจว่า หุ้นที่เราลงทุนเป็นบริษัทที่ดี จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่าเพิ่งตกใจว่า “ตั้ง 5 ปี 10 ปี นานไปไหม” เพราะถ้าเปรียบเทียบกับการลงมือ ทำธุรกิจเอง เรายังต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปี กว่าจะถึง “จุดคุ้มทุน” และเมื่อเป็นเจ้าของกิจการที่ดี เราก็ต้องอยากเป็นเจ้าของธุรกิจของเราไปตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะเจอธุรกิจที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ได้ “รักฉาบฉวย” แบบนักเก็งกำไร แต่เป็น “รักแท้” แบบนักลงทุนระยะยาว
ลักษณะหุ้นที่เหมาะกับเราก็น่าจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีความมั่นคง ทำกำไรได้ดี มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ราคาหุ้นไม่ผันผวนมากนัก โดยราคาอาจจะขึ้นๆ ลงๆ บ้าง แต่ไม่รุนแรง และที่สำคัญ คือ ต้องเป็น “หุ้นดีราคาถูก” ซึ่งเราเรียกหุ้นลักษณะ นี้ว่า หุ้นคุณค่า (Value Stocks) และเรียกนักลงทุนที่เน้นลงทุนหุ้นประเภทนี้ว่า “นักลงทุนหุ้นคุณค่า” หรือ Value Investor (VI)
นักลงทุนที่มีสไตล์การลงทุนแบบ VI ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ อภิมหาเศรษฐีระดับโลก ที่ชื่อ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ซึ่งถ้าอยากจะประสบความสำเร็จแบบนั้นบ้าง เราสามารถหาหนังสือที่สอนวิธีคิดและวิธีการลงทุนของเขามาอ่านได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะมีเป้าหมายอย่างไร เป็นนักลงทุนแบบไหน ลงทุนหุ้นลักษณะใด ยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน ก็ต้องไม่ลืมกระจายการลงทุน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนลงได้ เพราะหลักการลงทุนที่ดี คือ อย่าใส่ไข่ทั้งหมดที่มี ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าใบหนึ่งตกลงมา เราก็ยังเหลือไข่ในตะกร้า ใบอื่นอยู่
เราจึงไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดที่มีลงไปในหุ้นตัวเดียว แต่ควรกระจายลงทุนในหลายอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมเดียวกันกระจายลงทุนหลายบริษัท (การลงทุนหุ้นดีกว่าการทำธุรกิจเองก็ตรงนี้ล่ะ)

2. เลือกหุ้นดีที่น่าลงทุน

เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วว่า เราตั้งใจจะเป็นเจ้าของกิจการผ่าน การลงทุนในหุ้น โดยการลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นเราต้องเลือก “หุ้นที่ดี” มีอนาคต แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า ในบรรดาหุ้นที่มีอยู่มากกว่า 500 ตัว ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตัวไหน หรือบริษัทไหน จะเป็นหุ้นที่ดีน่าลงทุน
จริงๆ แล้ว มันก็คล้ายกับวิธีที่เราเลือก “ธุรกิจ” ที่เราอยากทำ เพราะ ต้องเริ่มจากการศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ โดยประเมินสภาพตลาด โอกาสการเติบโต คู่แข่ง อุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งประเมินศักยภาพ ของตัวเราเอง จนแน่ใจว่า ธุรกิจนั้นมัน “เจ๋งจริง”
ในการคัดเลือกหุ้นจะเรียกการวิเคราะห์ในลักษณะนี้ว่า “การวิเคราะห์ ปัจจัยพื้นฐาน” (Fundamental Analysis) ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้นตอน เริ่มจากการ วิเคราะห์ภาพรวมทางเศรษฐกิจ จากนั้นจึงวิเคราะห์ภาวะของอุตสาหกรรม แล้วจึงวิเคราะห์ตัวบริษัท
แค่เห็นคำว่า “เศรษฐกิจ” ก็เหมือนถูกวิชาเศรษฐศาสตร์ตามมาหลอกหลอน แต่ไม่ต้อง ได้เกรด A ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ก็สามารถมองออกว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร และมีแนวโน้มว่าจะไปในทิศทางไหน เพียงแค่ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ และการลงทุนเป็นประจำ ตอนแรกๆ ก็อาจจะงงๆ อยู่บ้าง (ไม่แปลกอะไร) แต่รับรองว่า ถ้าอ่านไปสักระยะ ฟังไปสักพัก จะเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งแน่นอน
แต่ถ้ายังรู้สึกว่า เศรษฐกิจเป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะเข้าใจ น่าจะลองนึกถึงเวลาไป เดินซื้อของแล้วได้ยินพ่อค้าแม่ค้าเขาบ่นว่า “ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีเลย ขายของไม่ค่อยได้” หรือ พ่อแม่บ่นว่า “ทำไมของมันแพงอย่างนี้ เงิน 1,000 บาท ซื้อของได้ไม่กี่อย่าง” นั่นละ ภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้า หรือพ่อแม่เราเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อ ราคาหุ้นอีกด้วย ถ้า “เศรษฐกิจไม่ดี” ราคาหุ้นก็มักจะลดลง เพราะนักลงทุนจะกลัวว่า คนมีรายได้ น้อยลง หรือไม่กล้าใช้เงิน บริษัทอาจจะขายของได้น้อยลง จนทำให้กำไรลดลง หรืออาจ จะถึงขั้นขาดทุนเลยก็ได้ และเมื่อบริษัทขาดทุนก็คงจะไม่มีเงินมาจ่ายเงินปันผล นักลงทุน จึงพากันขายหุ้นออกมา จนทำให้ราคาหุ้นลดลง แต่ถ้า “เศรษฐกิจดี” ราคาหุ้นมักจะเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนมั่นใจว่า คนมีรายได้ มากขึ้น บริษัทจะขายของได้ดีขึ้น กำไรมากขึ้น และแน่นอนว่า จะต้องจ่ายเงินปันผล ได้สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนพากันมาซื้อหุ้น จนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าคิดจะเป็นเจ้าของกิจการ (ไม่ว่า จะเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง หรือ ผ่านการ ลงทุนหุ้น) ก็ควรต้องเรียนรู้ให้มากกว่า “คำบ่น” ของคนทั่วๆ ไปและไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ ในประเทศ แต่ต้องรู้ทั้งเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้อง เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เพราะภาวะเศรษฐกิจจะช่วยบอกได้ว่า อุตสาหกรรมไหนจะรุ่ง และ อุตสาหกรรมไหนจะร่วง
การจะวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจให้ “แม่น” ต้องรู้ว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะบอกว่า เศรษฐกิจดี หรือไม่ดี ซึ่งมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน เช่น
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) โดยปีไหนที่ GDP เพิ่มขึ้น แสดงว่าเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ถ้า GDP ลดลง แสดงว่าเศรษฐกิจแย่ลง
  • อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) โดยถ้าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แสดงว่า ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้น ต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการซื้อของจำนวนเท่าเดิม
  • อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) ซึ่งไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยของธนาคาร แต่เป็นดอกเบี้ยนโยบายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ โดยถ้าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แสดงว่า ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจสูงขึ้น หรือมีภาระดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้น
  • อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ถ้าอัตราการว่างงานสูง แสดงว่า เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เพราะบริษัทไม่มีการจ้างพนักงานเพิ่ม แต่ถ้าเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นอัตราการ ว่างงานจะลดลง
นอกจากนี้ เรายังต้องติดตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล เพราะจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลอาจจะมีนโยบายต่างๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่ใช่แค่รัฐบาลไทย แต่เป็นรัฐบาลประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรป และจีน
การวิเคราะห์อุตสาหกรรม
เมื่อประเมินภาพรวมเศรษฐกิจได้แล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไป คือ การวิเคราะห์อุตสาหกรรม ว่า อุตสาหกรรมไหนน่าจะไปได้สวย ในภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา เพราะไม่ใช่ว่า ในช่วงเศรษฐกิจแย่ จะไม่มีอุตสาหกรรมไหนน่าลงทุน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมจะ ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ในบางอุตสาหกรรมยังอาจจะขึ้นมาเป็นดาวเด่นในช่วงเศรษฐกิจซบเซา ได้อีกด้วย รวมทั้ง บางอุตสาหกรรมที่สามารถ “ขายได้เรื่อยๆ” ไม่ว่า เศรษฐกิจจะดี หรือ แย่ ซึ่งในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี หุ้นแบบนี้ค่อนข้างจะเนื้อหอม แต่ในช่วงเศรษฐกิจดี อาจจะถูกหุ้นตัวอื่นๆ บดบังรัศมีไปบ้าง
และไม่ใช่แค่ภาวะเศรษฐกิจเท่านั้นที่มีผลต่อกลุ่มอุตสาหกรรม เพราะแต่ละ อุตสาหกรรมยังมี “วงจรชีวิต” ของตัวเองอีกด้วย ซึ่งทำให้ไม่ว่า เศรษฐกิจจะดี หรือ เศรษฐกิจจะแย่ แต่จะมีอุตสาหกรรมที่เป็นดาวรุ่ง ดาวร่วง หรือดาวค้างฟ้า ได้เหมือนกัน โดยที่ช่วงชีวิตของแต่ละอุตสาหกรรม จะแบ่งเป็น 4 ช่วง
  1. ช่วงบุกเบิก หรืออุตสาหกรรมที่เพิ่ง เริ่มก่อตั้งใหม่ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตจะต้อง ใช้ทั้งเงินและเวลาในการพัฒนาสินค้า ขณะที่กลุ่มลูกค้าก็อาจจะยังจำกัด แต่ ก็มีคู่แข่งไม่กี่ราย เช่น เมื่อก่อนที่กล้อง ดิจิตอลถือกำเนิดขึ้นมาแข่งกับกล้อง ถ่ายรูปที่ใช้ฟิล์ม เพราะฉะนั้นการลงทุน ในอุตสาหกรรมนี้จะต้องรอเวลา
  2. ช่วงเจริญเติบโต หลังจากพัฒนามา ระยะหนึ่งแล้ว สินค้าเริ่ม “ติดตลาด” ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น คู่แข่งมากขึ้น และต้องลงทุนผลิตสินค้ามากขึ้น ให้ทันกับความต้องการของลูกค้า เพราะฉะนั้นบริษัทจึงอาจจะแบ่ง กำไรมาจ่ายเงินปันผลบ้าง แต่ยัง ไม่สูงนัก
  3. ช่วงเติบโตเต็มที่ หรือจะเรียกว่า “เป็นหนุ่มสาวเต็มตัว” ใครๆ ก็สนใจเข้ามา แข่งขัน ทำให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมสูงขึ้น แต่ยังสามารถทำกำไร ได้อยู่ แม้ว่า จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเติบโต และสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ ผลตอบแทนจากเงินปันผล ในช่วงนี้เป็นจังหวะเหมาะที่จะเก็บเกี่ยว เพราะการ จ่ายเงินปันผลจะมากขึ้น
  4. ช่วงถดถอย ลองคิดถึงอุตสาหกรรมฟิล์มที่ใช้กับกล้องถ่ายรูปแบบเก่า ซึ่งทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครใช้แล้ว ทำให้อุตสาหกรรมนี้ถดถอย และจากไป ในที่สุด ถ้าไม่มีการพัฒนาสินค้าอื่นๆ ขึ้นมาทดแทน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควร จะเข้าไปลงทุนในช่วงนี้
นอกจากนี้ เรายังต้องวิเคราะห์สภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอีกด้วยว่า มีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคนที่อยากเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง น่าจะยังจำได้ เราเคยวิเคราะห์ลักษณะนี้แล้ว ในช่วงที่เราประเมินว่า “ธุรกิจนี้น่าสนใจแค่ไหน” เพราะจะใช้หลักในการวิเคราะห์แบบเดียวกัน คือ
  • ในอุตสาหกรรมนั้นมีการแข่งขันรุนแรงแค่ไหน โดยอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรง โอกาสที่จะมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งกำไรเป็นกอบเป็นกำแทบจะไม่มี และยิ่งในอุตสาหกรรมนั้น แข่งขันกันด้วยการ “ตัดราคา” ก็ยิ่งไม่น่าสนใจ
  • ลูกค้ามีอำนาจที่จะต่อรองราคามากแค่ไหน ถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรง ลูกค้ามีสิทธิต่อราคาได้มาก ทำให้ขายสินค้า ได้ยาก หรือได้กำไรน้อยกว่าที่คาดก็ได้
  • อำนาจการต่อรองของคนขายวัตถุดิบมีมากน้อย แค่ไหน หรือต้องพึ่งพิงแหล่งวัตถุดิบเพียงไม่กี่รายหรือไม่ เพราะถ้ามีแหล่งวัตถุดิบ ไม่กี่ราย อาจจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะต้องยอมซื้อวัตถุดิบในราคาสูง
  • มีสินค้าหรือบริการอื่นๆ ที่สามารถทดแทนสินค้าหรือบริการได้ไหม ในอุตสาหกรรมที่ลูกค้าสามารถใช้สินค้าอื่นแทนได้ จะยิ่งทำให้มีการแข่งขันสูงขึ้น เพราะนอกจากจะต้องแข่งขันกันเองในอุตสาหกรรมแล้ว ยังต้องแข่งกับ อุตสาหกรรมอื่นๆ อีก
  • เจ้าของกิจการรายใหม่เข้ามาในตลาดได้ยากหรือง่ายแค่ไหน ถ้าเจ้าของกิจการ รายใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรมได้ง่าย ก็ยิ่งเพิ่มการแข่งขันให้สูงขึ้นไปอีก และเท่ากับเป็นการเพิ่มคู่แข่งมาแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกัน
เมื่อวิเคราะห์และเลือกได้แล้วว่า อุตสาหกรรมไหนเข้าตากรรมการ ก็จะช่วยให้เบาแรงในการเลือกหุ้นลงไปเยอะ เพราะจากหุ้นหลายร้อยตัวในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็อาจจะเหลือแค่ไม่กี่สิบตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เราสนใจเท่านั้น
การวิเคราะห์บริษัท
คราวนี้ก็ถึงเวลา “ค้นหาบริษัทที่น่าลงทุน” ซึ่งจะต้องวิเคราะห์เจาะลึก ดูทุกซอก ทุกมุม ตั้งแต่หน้าตาผู้บริหาร รูปแบบการทำธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ศักยภาพในการทำกำไร และล้วงไปจนถึงผลประกอบการของบริษัท
การวิเคราะห์จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การวิเคราะห์โดยพิจารณาจากข้อมูลทั่วๆ ไป ที่ไม่ใช่ตัวเลข และการวิเคราะห์ด้วยเครื่องคิดเลข โดยนำข้อมูลที่เป็นตัวเลขมาบวก ลบ คูณ หาร แล้วจึงจะตัดสินใจได้ว่า ดีหรือไม่ดี (บอกแล้วว่า ถ้าคิดจะเป็นเจ้าของกิจการ อย่าได้รังเกียจ “ตัวเลข” เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขที่น่าปวดหัว มันคือ โอกาสที่จะสร้างผลตอบแทน)
ในท้ายที่สุด ต้องนำผลการวิเคราะห์ทั้งสองส่วนมาประกอบการกัน ถึงจะตัดสินใจว่า หุ้นตัวไหนน่าลงทุน
การวิเคราะห์ที่ดูจากข้อมูลทั่วๆ ไปของบริษัท ก็คือ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ซึ่งสามารถนำหลักการวิเคราะห์บริษัทที่เรียกว่า SWOT มาใช้ เพื่อพิจารณาว่า...
  • บริษัทมี จุดแข็ง (Strengths) อะไรบ้างที่เหนือกว่าคู่แข่ง และทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน
  • แล้ว จุดอ่อน (Weaknesses)ของบริษัท ที่ควรจะปรับปรุง หรือนำไปแก้ไข มีอะไรบ้าง
  • มีอะไรบ้างที่น่าจะเป็น โอกาส (Opportunities) ดีๆ ที่จะส่งเสริม ให้บริษัทแข็งแกร่งมากขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้น
  • แล้วมีอะไรที่จะเป็น อุปสรรค (Threats) ที่บริษัทจะต้องหาวิธีรับมือหรือไม่
ถ้าบริษัทไหนมีจุดแข็งที่โดดเด่น เช่น เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม มีสินค้า หลากหลายยี่ห้อดัง ได้รับการยอมรับจากลูกค้า แต่ก็ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่าง ต่อเนื่อง ทั้งยังมีโอกาสดีๆ รออยู่ข้างหน้า ซึ่งเอื้อต่อการทำธุรกิจ ก็น่าจะเข้า ข่าย “น่าลงทุน” มากกว่าบริษัทที่มีแต่จุดอ่อน แถมยังมองไปทางไหนก็เห็น แต่อุปสรรค ที่ไม่รู้ว่า บริษัทจะรับมืออย่างไร
นอกจากนี้ สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยในการวิเคราะห์ตัวบริษัท คือ “ผู้บริหาร” เพราะเราในฐานะผู้ถือหุ้นจะต้องฝากกิจการของเราให้ “มืออาชีพ” บริหาร เพราะฉะนั้นจะต้องพิจารณาด้วยว่า บริษัทนั้นมีผู้บริหารเก่งแค่ไหน จะสามารถ นำพาบริษัทให้เติบโต ทำกำไรต่อเนื่อง และเหนือกว่าคู่แข่ง รวมทั้งต้องฝ่าฟัน วิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารที่ชาญฉลาด ยังไม่น่าพอใจเท่ากับ บริษัทที่มี ผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง เพราะคนเก่งแค่ไหนก็ทำให้บริษัทดีๆ พังลงมา ได้ ถ้าไม่มีธรรมาภิบาล
ทีนี้ก็มาถึงการวิเคราะห์จากตัวเลข หรือเรียกว่า การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ซึ่งโชคดีที่พวกเราเรียนรู้เรื่องงบการเงินกันมาบ้างแล้วในขั้นตอนการทำแผน ธุรกิจว่า งบการเงิน ประกอบด้วย งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบกระแสเงินสด และงบแสดงฐานะการเงิน และยังรู้อีกว่า งบการเงินแต่ละอันสามารถบอก อะไรเราได้บ้าง
เพราะฉะนั้นถ้าต้องการจะรู้ว่า บริษัทมี “ฐานะทางการเงิน” แข็งแกร่ง แค่ไหนในช่วงที่ผ่านมา เราจะต้อง “อ่านงบการเงิน” ให้เป็น โดยต้องรู้ว่า ตัวเลขแต่ละตัวที่อยู่ในงบการเงินนั้นหมายความว่าอย่างไร
และที่พลาดไม่ได้เลย คือ หมายเหตุ ประกอบงบการเงิน ที่จะช่วยอธิบายเพิ่มเติม ว่า ตัวเลขในงบการเงินนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร นอกจากนี้ ยังต้องอ่าน รายงานผู้สอบบัญชี ซึ่งบอกว่า ข้อมูลในงบการเงินมีความถูกต้อง หรือไม่
นอกจากนี้ เรายังใช้ การวิเคราะห์ อัตราส่วนทางการเงิน มาวิเคราะห์ความสามารถ ของบริษัทในด้านต่างๆ เช่น สภาพคล่อง ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ความสามารถ ในการทำกำไร และความสามารถในการ ก่อหนี้ ซึ่งอัตราส่วนทางการเงิน จะช่วยให้ เข้าใจตัวเลขที่อยู่ในงบการเงินง่ายขึ้น และ สามารถนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนทางการเงิน มีอยู่หลายตัว และแต่ละตัวจะบอกข้อมูล แตกต่างกัน ซึ่งบางตัวควรจะมีค่าต่ำๆ ถึง จะดี เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) แต่บางตัวค่าที่ได้ยิ่งสูงยิ่งดี เช่น อัตราผล ตอบแทนจากส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) นอกจากนี้ ในแต่ละอุตสาหกรรมอาจจะให้ความสำคัญ กับอัตราส่วนคนละตัวกัน เพราะฉะนั้น ก่อนจะหยิบตัวไหนมาใช้ต้องศึกษาให้เข้าใจ ไม่อย่างนั้นอ่านค่าผิดแย่แน่ๆ
วิธีการเลือกหุ้นแบบนี้ ที่วิเคราะห์มา ตั้งแต่สภาพเศรษฐกิจ ที่มีผลต่ออุตสาหกรรม แล้วค่อยมาวิเคราะห์รายบริษัท เป็นการ วิเคราะห์แบบ “บนลงล่าง”
แต่ถ้าเราไม่ได้สนใจว่า เศรษฐกิจจะเป็น แบบไหน อุตสาหกรรมอะไรจะเด่น แต่ “รู้สึก” ว่าบริษัทนี้น่าสนใจ เพราะเดินผ่านหน้าร้าน เมื่อไร ขายดีตลอด จนอยากจะไปร่วมเป็น เจ้าของกิจการ ก็ไม่ผิดกติกาอะไร
เพียงแต่ก่อนจะตัดสินใจลงทุนก็ต้อง วิเคราะห์ตัวบริษัทให้ละเอียดกันอีกที เพื่อให้ มั่นใจว่า “ความรู้สึก” กับ “ความเป็นจริง” มันไปในทิศทางเดียวกัน เพราะบางทีที่เรา เห็นว่ามีลูกค้าเยอะ แต่จริงๆ แล้ว บริษัท อาจจะกำลังถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องอยู่ก็เคยมี ให้เห็นมาแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าใช้ความรู้สึก เป็นตัวตัดสิน

3. ราคาน่าซื้อ หรือ แพงเกินไป

หลังจากเลือก “บริษัทที่น่าลงทุน” ได้แล้ว อย่าเพิ่งใจร้อนรีบวิ่งไปซื้อหุ้น เพราะบางทีบริษัท ที่ดี ก็อาจจะไม่ใช่ “หุ้นที่น่าซื้อ” เสมอไป เพราะในตอนนั้นมันอาจจะเป็นหุ้นที่ราคาแพงเกินไป การซื้อหุ้นแพง ก็เหมือน ซื้อของแพง ที่มีแต่คำว่าเจ็บ ทั้งเจ็บใจ (ใครรู้เข้าอายเขาแย่เลย) แต่นั่น ยังไม่มากเท่ากับเจ็บตัว เพราะซื้อของแพง จะไปขายต่อให้ใครก็ไม่มีใครสนใจ หรือถ้าอยากขาย ก็ต้องยอมขายขาดทุน เพราะฉะนั้นต้องมาประเมินมูลค่าหุ้นกันก่อนว่า ราคาหุ้นของบริษัทที่เรา สนใจ ถูก หรือแพง
แต่ไม่ใช่ว่า หุ้นราคาหุ้นละ 1 บาท จะเป็นหุ้นราคาถูก และหุ้นราคาหุ้นละ 500 บาท จะ เป็นหุ้นราคาแพง เพราะสิ่งที่จะบอกได้ว่า หุ้นตัวนั้นถูก หรือแพง ต้องนำ “ราคาหุ้น” ในตอนนั้น มาชั่งน้ำหนักกับ “มูลค่าที่แท้จริง” ซึ่งเป็นมูลค่าที่ควรจะเป็นของหุ้นตัวนั้น ว่าอันไหนมากกว่ากัน
ถ้ามูลค่าที่แท้จริง มากกว่า ราคาหุ้น ในตอนนั้น ก็แสดงว่า หุ้นตัวนั้นราคาต่ำกว่า ที่ควรเป็น ถึงจะ “น่าซื้อ” เพราะราคาถูก
แต่ถ้า มูลค่าที่แท้จริงน้อยกว่าราคาหุ้น ในตอนนั้น แสดงว่า หุ้นตัวนั้นราคาสูงกว่า ที่ควรเป็น ก็ “ไม่ควรจะซื้อ” และถ้ามีหุ้น ตัวนั้นอยู่ในมือก็ “ควรจะขาย” ออกไป เพราะราคาแพงเกินไป
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า “มูลค่าที่แท้จริง” ของหุ้นตัวนั้นควรจะเป็นเท่าไร... เรื่องนี้ไม่ยากและไม่ต้องเดา เพราะการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น มีอยู่หลายวิธี (แล้วแต่ว่า ใครจะถนัดแบบไหน) แต่วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด จะมีอยู่ 2 วิธี คือ

ประเมินมูลค่าด้วยการเปรียบเทียบ

วิธีการนี้ เป็นการนำราคาหุ้นไปเปรียบเทียบกับตัวเลขทางบัญชี เช่น นำราคาหุ้นไป เปรียบเทียบกับ “กำไรต่อหุ้น” หรือนำราคาหุ้นไปเปรียบเทียบกับ “มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น”
อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio)
นักลงทุนมักจะเรียกสั้นๆ ว่า P/E Ratio หรือถ้าสั้นกว่านั้นก็เหลือแค่ P/E ซึ่งมีวิธีคิด ตรงตามชื่อเรียกเป๊ะ เพราะเป็นการนำราคา ซึ่งคือ P (ย่อจากคำว่า Price) มาหารด้วย กำไรต่อหุ้น ซึ่งคือ E (ย่อจากคำว่า Earnings) และผลที่ออกมาจะบอกว่า นักลงทุน ยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นเป็นเงินกี่เท่าของกำไรที่บริษัททำได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทที่เราสนใจ มีกำไร 1 บาทต่อหุ้น และราคาหุ้นอยู่ที่ 10 บาท แปลว่า นักลงทุนยอมควักกระเป๋าซื้อหุ้นด้วยราคาที่สูงกว่ากำไรที่บริษัททำได้ ถึง 10 เท่า และถ้าบริษัทสามารถทำกำไรได้ปีละ 1 บาทไปเรื่อยๆ นักลงทุนต้องรอถึง 10 ปี กว่าที่จะ ได้ทุนคืน เพราะฉะนั้น ถ้าบริษัทมี P/E Ratio ต่ำ แปลว่า ราคาหุ้นยังต่ำกว่าความสามารถ ในการทำกำไรของบริษัท รออีกไม่กี่ปีก็จะได้ทุนคืน แต่ถ้าค่า P/E Ratio สูง แสดงว่า ราคาหุ้นสูงเกินไปเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัท และต้องรออีก หลายปีเลยกว่าที่จะคุ้มทุน เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็ควรจะเลือกซื้อหุ้นที่มี P/E Ratio ต่ำ ดีกว่า ซื้อหุ้นที่ P/E Ratio สูง
แต่เพื่อความยุติธรรม เราจะต้องนำค่า P/E Ratio ที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย ของอุตสาหกรรม หรือบริษัทคู่แข่ง ด้วยว่า บริษัทที่เราสนใจ มีค่า P/E Ratio มากกว่า หรือน้อยกว่า เพราะถ้าเป็นการเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งที่มีลักษณะการทำธุรกิจ อัตราการเติบโต และความเสี่ยงคล้ายๆ กัน ก็ควรเลือกซื้อบริษัทที่ P/E Ratio ต่ำกว่า เพราะราคาถูกกว่า
อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มี P/E Ratio สูงก็อาจจะเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้เหมือนกัน ถ้าเรา เชื่อมั่นว่า บริษัทมีแนวโน้มที่จะมีกำไรสูงขึ้นในอนาคต จึงยอมที่จะจ่ายมากขึ้น เพื่อหวัง กำไรและเงินปันผลที่คาดว่าจะได้รับ และหากบริษัททำกำไรได้เพิ่มขึ้นจริงๆ ค่า P/E Ratio จะลดลงในที่สุด เพราะฉะนั้นจะต้องพิจารณาอัตราการเติบโตของกำไรประกอบกันด้วย
ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (Price to Book Value หรือ PBV)
แนวคิดคล้ายๆ กับ P/E Ratio เพียงแต่เปลี่ยนจากการเปรียบเทียบราคากับ กำไร มาเป็นการเปรียบเทียบราคากับมูลค่าทางบัญชี เพราะฉะนั้น PBV จะบอกได้ว่า นักลงทุนยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นเป็นกี่เท่าเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น
มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น หารด้วย จำนวนหุ้น เพราะฉะนั้นน่าจะ พอบอกได้ว่า มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น เป็นการบ่งบอกถึงความมั่งคั่ง หรือมูลค่าที่แท้จริง ของบริษัท (แต่เป็นความมั่งคั่งตามหลักการทางบัญชีเท่านั้น ซึ่งกิจการบางอย่าง อาจจะมีมูลค่าอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่บันทึกลงในบัญชี เช่น มูลค่าของตราสินค้า)
เพราะฉะนั้น ถ้าบริษัทที่เราสนใจมีค่า PBV ต่ำ ก็หมายความว่า เราสามารถ ซื้อหุ้นได้ในราคาถูก เพราะซื้อด้วยราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี แต่ในทางกลับกัน ถ้า PBV สูง แสดงว่า เราซื้อหุ้นแพง
อย่างไรก็ตาม PBV อาจจะเหมาะกับบางหุ้นในบางกลุ่มเท่านั้น เพราะบาง อุตสาหกรรม เช่น ในธุรกิจด้านการบริการ อาจจะมีมูลค่าทางบัญชีต่ำกว่ามูลค่า ที่แท้จริงของกิจการ ดังนั้นจึงนิยมใน PBV มาใช้กับอุตสาหกรรมที่มูลค่าทางบัญชี สามารถสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ เช่น กลุ่มธนาคาร
และต้องไม่ลืมนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม หรือบริษัท คู่แข่ง ด้วย
นอกจากนี้ บริษัทที่มี PBV ต่ำอาจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นบริษัทที่น่าสนใจ หรือ ราคาถูก เพราะการที่บริษัทมี PBV ต่ำ อาจจะเป็นเพราะความสามารถในการทำกำไร ไม่ค่อยดี หรือบริษัทอาจจะกำลังมีปัญหาในการดำเนินงานอยู่ก็ได้
ในทางกลับกันบริษัทที่มี PBV สูง อาจจะแสดงว่า บริษัทกำลังมีแนวโน้มที่จะ ทำกำไรและมีอัตราการเติบโตที่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทที่เราสนใจ มี PBV สูง ก็อย่าเพิ่งตกใจ เพราะถ้าเราพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น P/E Ratio ประกอบเข้าด้วย กันแล้วมั่นใจว่า “น่าซื้อ” ก็ยังน่าลุ้น เพียงแต่ต้องเตรียมใจไว้หน่อยว่า ความเสี่ยง อาจจะสูงสักหน่อย

ประเมินมูลค่าหุ้นโดยการคิดลดเงินปันผล (Dividend Discounted Model: DDM)

ต้องบอกกันไว้ก่อนเลยว่า การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีการนี้ค่อนข้างจะซับซ้อนกว่า วิธีการแรก แต่เป็นวิธีที่นักวิเคราะห์เชื่อกันว่า เป็นการประเมินที่มองรอบด้านมากที่สุด และมูลค่าหุ้นที่ได้จะสมเหตุสมผลมากที่สุด
การประเมินมูลค่าหุ้นโดยการคิดลดเงินปันผล คือ การนำเงินปันผลที่คาดว่าจะได้รับจากหุ้นตลอดช่วงที่เรายังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ และราคาหุ้นที่คาดว่าจะขายได้ มาคำนวณให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน โดยใช้อัตราคิดลด (Discount Rate) เท่ากับอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ จากการลงทุนในหุ้นนั้น
เพราะฉะนั้น ถ้าจะหามูลค่าหุ้นด้วยวิธีการนี้จะต้องมีตัวเลข 3 ตัวอยู่ในใจ (เป็นตัวเลขที่ “ต่างคนต่างคิด” จึงไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด) นั่นคือ
  1. เงินปันผลที่คิดว่าน่าจะได้รับ โดยต้องประเมินว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลออกมาปีละเท่าไร และในอนาคตจะจ่ายเท่าเดิมไปตลอดเลยไหม หรือ จะจ่ายเพิ่มขึ้น
  2. ราคาหุ้นที่คาดว่าจะขายได้ เมื่อเราต้องการจะเลิกลงทุน
  3. อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ จากการลงทุนหุ้นตัวนั้น
จากนั้นจึงนำตัวเลขทั้ง 3 ตัว ไปคำนวณ “ตามสูตร” Vt = Dt+1 ke - g
โดยที่ Vt คือ มูลค่าของหุ้นสามัญ ณ เวลา t Dt+1 คือ มูลค่าของหุ้นสามัญ ณ เวลา t+1 ke คือ อัตราผลตอบแทนที่ต้องการจากหุ้นสามัญ g คือ อัตราเติบโตของเงินปันผล
เพียงเท่านี้ก็จะได้ “มูลค่าหุ้นที่แท้จริง” ตามราคาปัจจุบันออกมา แล้วจึงนำไปเปรียบ เทียบกับราคาหุ้นในตอนนั้น โดยถ้ามูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาหุ้นในตอนนั้นก็ถือว่า เป็นหุ้น ราคาถูก แต่ถ้ามูลค่าที่แท้จริงต่ำกว่า แสดงว่า หุ้นตัวนั้นราคาแพงเกินไป

4. หาจังหวะลงทุน

อุตส่าห์ค้นจนเจอ “หุ้นในดวงใจ” แล้ว และรู้แล้วว่า มูลค่าที่แท้จริงเป็นเท่าไร แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไรถึงควรจะซื้อ และเมื่อไรถึงควรจะขาย เพราะราคาหุ้น ที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ยืนนิ่งๆ ถ้านำราคาหุ้นมาเขียนเป็นกราฟเส้นจะเห็นชัดเลยว่า เส้นกราฟจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา
เพราะฉะนั้นเพื่อให้รู้จังหวะการลงทุน ก็ต้องมาเรียนรู้ “การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค” อีกอย่างหนึ่ง เพื่อช่วยให้การลงทุนมีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค เป็นการศึกษาพฤติกรรมของราคาหุ้น หรือ ตลาดหุ้น โดยเชื่อว่า ราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลานั้น เป็นการสะท้อนถึงข่าวดี และข่าวร้าย รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามามีผลต่อตลาดไว้หมดแล้ว และ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะมีรูปแบบคล้ายกับพฤติกรรมในอดีต จึงทำให้ คาดการณ์อนาคตได้ เพราะ “ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิม”
เพราะฉะนั้น การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค จะช่วยให้คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่า ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปทางไหน และนักลงทุนที่สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำ จะสามารถวางกลยุทธ์ในการลงทุนได้ดี เพราะจะกำหนดว่า เมื่อไรควรจะซื้อหุ้น และเมื่อไรควรจะขายหุ้นออกไป ตามแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น
แนวโน้มราคา
แม้ว่า เส้นกราฟราคาหุ้นจะซิกแซกขึ้นลง แต่ถ้ามองให้ดีๆ จะเห็นว่า มันมี “แนวโน้ม” ที่จะเป็น “เส้นตรง” ในระยะยาว เพียงแต่จะเป็นเส้นตรงที่เหมือนการเดินขึ้นบันได หรือ เส้นตรงที่กำลังวิ่งลงบันได หรืออาจจะเป็นเส้นตรงในแนวราบไม่ได้ขึ้นหรือลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในแนวโน้มใหญ่ ซึ่งต้องมองกันยาวๆ และอาจจะกินเวลาหลายปี จะมี แนวโน้มรองและแนวโน้มย่อย แทรกอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งนักลงทุนที่มีเป้าหมายในการลงทุน ระยะสั้นและระยะกลาง สามารถใช้แนวโน้มรองและแนวโน้มย่อย ให้เป็นประโยชน์ได้ เพราะการขึ้น หรือลงบันไดติดต่อกันนานๆ มันก็ต้องเหนื่อยกันบ้าง เพราะฉะนั้นใน บางช่วงเวลาเราจะได้ยินคำว่า “พักฐาน” ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาพักเหนื่อย อยู่นิ่งๆ สักพัก ก่อนที่จะตัดสินใจว่า จะไปตามแนวโน้มเดิม หรือ เปลี่ยนใจกลับไปอีกทางหนึ่ง ถ้าเราเห็นว่า ราคาหุ้นมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้น เราก็ใช้เป็นจัง
แนวรับ-แนวต้าน
แนวรับ คือ ระดับที่ราคาหุ้นจะไม่ลงไป ตำ่กว่านี้อีก เพราะถ้าตำ่กว่านี้ นักลงทุน จะเข้ามาซื้อ (เพราะเห็นว่าราคาต่ำแล้ว) ก็จะทำให้ราคาไม่ลดลงไปอีก 
แนวต้าน คือ ระดับที่ราคาหุ้นจะไม่ขึ้นไป สูงกว่านี้อีก เพราะถ้าสูงกว่านี้ นักลงทุน ที่มีหุ้นนี้อยู่ในมือจะขายออกมา (เพราะ คิดว่า ได้กำไรมากพอแล้ว) ทำให้ราคา ขยับขึ้นไปต่ออีกไม่ได้แล้ว
ถ้ามองไปที่กราฟราคาหุ้น ไม่ว่า จะเป็น หุ้นที่อยู่ในแนวโน้มแบบไหน เราจะสามารถ ลากเส้นขนานโดยเส้นหนึ่งเป็นเพดาน (เรียกว่า แนวต้าน) สำหรับราคาหุ้น และ อีกเส้นหนึ่งเป็นพื้น (เรียกว่า แนวรับ) สำหรับ ราคาหุ้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดมากขึ้นถ้าเป็น แนวโน้มในแนวราบ
เพราะฉะนั้น การเลือกจังหวะการลงทุน ก็ควรจะซื้อ เมื่อราคาอยู่แถวๆ แนวรับ และ ขายออกไปเมื่อราคาขึ้นถึงบริเวณแนวต้าน แต่ถ้าไม่มั่นใจว่า เมื่อไรควรจะซื้อ หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่รู้ “จุดซื้อ” ก็แนะนำ ให้ใช้วิธีการซื้อเป็นประจำ (Dollar Cost Averaging) ซึ่งเป็นการทยอยซื้อไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปสนใจว่า ราคาตอนนั้นจะเป็น อย่างไร ตราบเท่าที่เรายังมั่นใจว่า บริษัท ที่เราลงทุนอยู่นั้นเป็นบริษัทที่ดี นอกจากนี้ ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ยังมีทุนไม่มาก เพราะเป็นการซื้อน้อยๆ แต่ซื้อบ่อยๆ ค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ
นอกจากนี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้เสมอ คือ เมื่อไรจะขาย หรือที่เรียกกันว่า กำหนด “จุดขาย” โดยต้องตั้งเป้าราคาที่ต้องการขายไว้ตั้งแต่วันที่เริ่มซื้อ ซึ่งมี 2 กรณีคือ ขายเพราะขาดทุน และขายเพราะกำไร
กรณีขายเพราะขาดทุน จะเกิดเมื่อราคาหุ้นลดลงมามากจนเกินระดับความเสี่ยงที่เรา ยอมรับได้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เกินจะทนขาดทุนไหว!” เราก็ควรจะตัดสินใจขายเพื่อ หยุดขาดทุน หรือ “Stop Loss” ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะนักลงทุนหลายคนที่ “ซื้อเป็น แต่ขายไม่เป็น” แม้ว่า ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่ถืออยู่จะเปลี่ยนไปแล้ว ขาดทุนไปแล้ว ก็ยัง “หวังลมๆ แล้งๆ” ว่าวันหนึ่งมันจะกลับมา แต่มันก็ไม่เคยกลับมา
ส่วนกรณีขายเพราะกำไร จะเกิดเมื่อราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นจนถึงราคาเป้าหมายที่เรา ตั้งไว้ เราก็ควรจะขายเพื่อทำกำไร แต่ถ้าวิเคราะห์ดูแล้วว่า ราคาหุ้นยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น เราอาจจะไม่จำเป็นต้องขายหุ้นตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งใจไว้ก็ได้ เพราะเราสามารถเพิ่มราคาเป้าหมายที่จะขายขึ้นไปเรื่อยๆ เรียกว่า Let Profit Run

5. ตัดสินใจซื้อขาย

เย้! ในที่สุดก็พร้อมแล้วที่จะได้เป็น “เจ้าของกิจการ” กันจริงๆ แล้ว แต่อย่าได้เดินไปที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แล้วบอกว่า “จะมาซื้อหุ้น” เด็ดขาด เพราะการซื้อขายหุ้นต้องทำผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งนักลงทุนมักเรียกว่า โบรกเกอร์ เท่านั้น
เพราะฉะนั้นขั้นตอนแรก คือ ต้องไป “เปิดบัญชี” กับโบรกเกอร์กันก่อน โดยควรจะเลือกโบรกเกอร์ที่เรามั่นใจว่า มีฐานะการเงินมั่นคง ให้บริการที่ดี และเหมาะกับเรา มากที่สุด เพราะโบรกเกอร์แต่ละแห่งอาจจะมีเงื่อนไขวงเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี และ ค่าธรรมเนียมการซื้อขายแตกต่างกันไป ซึ่งนักลงทุนสามารถหาข้อมูลโบรกเกอร์ สมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th หน้าสินค้าและบริการ หัวข้อบริษัทสมาชิก

บัญชีแบบไหน ที่ใช่เรา

บัญชีสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ มีอยู่ 3 แบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมีเงื่อนไข ข้อกำหนด ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจว่า จะเปิดบัญชีแบบไหน ต้องมาดูกันก่อนว่าบัญชีแบบไหนที่เหมาะกับเรา
บัญชีเงินสด (Cash Account)
บัญชีประเภทนี้ เป็นแบบ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” เพราะเราสามารถสั่งซื้อหุ้นไปก่อน แล้วค่อยนำเงินไปจ่ายค่าหุ้นภายใน 3 วัน หรือที่เรียกว่า T+3 โดยที่ T หมายถึงวันที่สั่งซื้อหรือขาย แล้วบวกไปอีก 3 วันทำการ (ไม่นับวันหยุด)
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเปิดบัญชีประเภทนี้ได้ หรือจะซื้อขายเท่าไรก็ได้ตามใจชอบ เพราะโบรกเกอร์จะเป็นผู้อนุมัติว่า ใครที่เหมาะจะใช้บัญชีประเภทนี้ และวงเงินที่สามารถซื้อขายได้
เพราะฉะนั้นจึงเหมาะกับนักลงทุนที่ “เครดิตดี” เพราะการอนุมัติวงเงินจะพิจารณาจากหลักฐานทางการเงิน ซึ่งจะประเมิน ได้ว่า เราเป็นคนที่ฐานะดี มีหลักประกัน และมีความสามารถในการชำระหนี้ หรือไม่
นอกจากนี้ ก่อนซื้อขายหุ้นจะต้องฝากเงินสด (หรือฝากหุ้นก็ได้) เพื่อเป็นหลักประกันไว้ที่โบรกเกอร์ 15% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ เช่น ถ้าได้รับอนุมัติวงเงิน 500,000 บาท ต้องวางหลักประกันเป็นเงิน 75,000 บาท แต่สามารถซื้อขายหุ้นได้สูงถึง 500,000 บาท เพราะฉะนั้นถ้าจะเลือกเปิดบัญชีประเภทนี้ต้องมีวินัยในการลงทุน และมั่นใจว่า มีเงินสดพร้อมที่จะนำมาจ่ายค่าหุ้นภายใน 3 วัน
บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance)
บัญชีประเภทนี้จะต้องนำเงินสดไปฝากไว้กับโบรกเกอร์ และจะซื้อหุ้นไม่เกินจำนวนเงินที่ฝากไว้กับโบรกเกอร์ เพราะฉะนั้น “มีเงิน แค่ไหน ซื้อได้แค่นั้น” และถ้าอยากจะซื้อมากกว่าจำนวนเงินที่ฝากไว้ ก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่โอนเงินเข้าไปในบัญชีเพิ่ม
เพราะฉะนั้นบัญชีประเภทนี้จะเหมาะกับคนที่ทุนน้อย เพราะไม่ต้องใช้หลักฐานทางการเงินในมูลค่าสูงๆ เท่ากับบัญชีเงินสด หรือเหมาะกับคนที่ต้องการจำกัดวงเงินลงทุน ไม่ให้เกินกว่าเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า
และเมื่อซื้อหุ้นมาแล้ว มีหุ้นอยู่ในบัญชี อยากจะขาย ก็ส่งคำสั่งขายได้ จะขายเท่าไรก็ได้ ไม่มีข้อห้าม เพราะมันเป็นหุ้นของเราแล้ว นอกจากนี้ เงินที่ฝากไว้กับโบรกเกอร์ก็จะได้ดอกเบี้ยเหมือนการฝากเงินกับธนาคาร แต่อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์
บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) หรือเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance)
บัญชีประเภทนี้จะเป็นการซื้อหุ้นโดยไม่ต้องใช้เงินของเราทั้งหมด เพราะใช้เงินสดของเราส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้ ที่กู้จากโบรกเกอร์ แต่ต้องมีเงินสด หรือหุ้น มาวางเป็น หลักประกันตามสัดส่วนที่โบรกเกอร์กำหนดไว้เสียก่อนถึงจะสามารถซื้อหุ้นได้ แต่เมื่อใช้เงินกู้เขาแล้วก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย เพราะฉะนั้นการซื้อหุ้นด้วยบัญชีประเภทนี้ จะมี “ต้นทุน” เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ วงเงินกู้ยืมอาจจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงก็ได้ ตามราคาหุ้นที่นำมาวางเป็นหลักประกัน ซึ่งโบรกเกอร์จะคอยคำนวณมูลค่าของหลักประกันทุกวัน
ในกรณีที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเมื่อไรราคาหุ้นลดลงมากๆ จนมูลค่าหลักประกันต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ โบรกเกอร์จะเรียกให้เราหาหลักประกัน หรือเงินสด มาเพิ่ม แต่ถ้าเราไม่สามารถเพิ่มหลักประกันตามที่โบรกเกอร์บอก ก็อาจจะถูกบังคับให้ขายหุ้นที่มาวางเป็นหลักประกัน หรือเรียกว่า Forced Sell โดยไม่สนใจว่า ตอนนั้นราคาหุ้นจะเป็นเท่าไร เพราะฉะนั้น โบรกเกอร์จะเปิดบัญชีประเภทนี้ให้กับคนที่มีความสามารถในการลงทุน และมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีเท่านั้น นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ซื้อขายได้เฉพาะหุ้น บางตัวเท่านั้น
แน่นอนว่า บัญชีแบบนี้ไม่เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ และ “ว่าที่เจ้าของกิจการ” อย่าง เราๆ เพราะฉะนั้นก็เหลือให้เลือกแค่ 2 แบบ คือ บัญชีเงินสด กับ บัญชีแคชบาลานซ์
เลือกกันได้แล้วหรือยัง... ถ้ายังเลือกไม่ได้ แนะนำให้เริ่มจาก “บัญชีแคชบาลานซ์” จะดีกว่า เพราะใช้เงินทุนเริ่มต้นไม่มาก สามารถเปิด บัญชีได้ง่ายกว่า และดูเหมือนว่า โบรกเกอร์เอง ก็ชอบให้เราเปิดบัญชีแบบนี้ด้วย
ได้เวลาไปเปิดบัญชี
ตื่นเต้นๆ จะได้เปิดบัญชีซื้อขายหุ้น แล้ว ซึ่งขั้นตอนในการเปิดบัญชีก็ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาไม่นาน แต่เพื่อให้ การเปิดบัญชีเป็นไปอย่างราบรื่น เราต้อง เตรียมเอกสาร ประกอบการเปิดบัญชี ไว้ให้พร้อม
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาใบสำคัญคนต่างด้าว หรือสำเนา หนังสือเดินทาง ในกรณีเป็นชาวต่างชาติ
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีธนาคาร (Bank Statement) หรือสำเนาสมุดคู่ฝาก บัญชีออมทรัพย์ย้อนหลัง 6 เดือน
หลังจากนั้น ก็ต้องเขียน “ใบคำขอเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์” ซึ่งตอนนี้หลายแห่ง ให้กรอกข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้เลย พอกรอกข้อมูลต่างๆ เรียบร้อยแล้วก็แค่ส่งเอกสาร ไปทางไปรษณีย์ หรือจะหอบหิ้วเอกสารแล้วไปเขียนใบคำขอเปิดบัญชีที่โบรกเกอร์เลยก็ได้
เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ต้องกลับมานั่งรอ เพราะโบรกเกอร์จะใช้เวลาในการพิจารณา ประมาณ 1-2 สัปดาห์ (แต่ระหว่างนี้ถ้าคันไม้คันมือจะไปทดลองลงทุนด้วยโปรแกรมจำลองการลงทุน ซึ่งโบรกเกอร์หลายแห่ง และตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งในสังคมออนไลน์ มีให้ทดสอบฝีมือกันก่อนก็ได้)
เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว เราจะได้รับเลขที่บัญชี หรือ รหัสประจำตัวลูกค้า และรหัสลับ (PIN Code) ที่ใช้ในการส่งคำสั่งซื้อขาย และติดต่อกับโบรกเกอร์ เพราะฉะนั้นต้องเก็บรหัสเป็นความลับ เพราะถ้ามีผู้ไม่หวังดี นำรหัสไปใช้อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ ที่เหลือก็แค่โอนเงินเข้าบัญชี แล้วเราก็พร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าของกิจการผ่านการลงทุน ในหุ้น หรือจะเรียกเท่ๆ ว่า พร้อมแล้วที่จะเป็น “นักลงทุน”
ช่องทางการลงทุน
เราสามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นได้ 2 ช่องทางหลัก ส่วนใครจะเลือกแบบไหนก็แล้วแต่ความชอบ และ ความถนัด
  1. ลงทุนผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดของโบรกเกอร์ ช่องทางแรก เราสามารถส่งคำสั่งซื้อขายผ่านผู้แนะนำการลงทุน หรือเรียกเล่นๆ ว่า “มาร์เก็ตติ้ง” โดยจะคุยกันทางโทรศัพท์ หรือ จะไปพบหน้ากันที่ “ห้องค้า” ซึ่งโบรกเกอร์ จัดไว้ให้นักลงทุนก็ได้ ในช่วงแรกๆ ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจการลงทุน ในหุ้นมากนัก และกลัวว่า จะส่งคำสั่งผิดพลาด ก็อาจจะเริ่มจากการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านมาร์เก็ตติ้งก่อนก็ได้ เพราะอย่างน้อยๆ เขาก็น่าจะ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนได้ด้วย
  2. ลงทุนด้วยตัวเองทางอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าชอบจะศึกษาค้นคว้าข้อมูลเอง ส่ง คำสั่งซื้อขายด้วยตัวเอง และที่สำคัญไม่ต้องเขิน ถ้าอยากจะซื้อหุ้นแค่ 100 หุ้น (ซึ่งเป็นจำนวน หุ้นขั้นต่ำในการซื้อแต่ละครั้ง) ก็ต้องไปใช้ ช่องทางการลงทุนทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็น โปรแกรมในการซื้อขายหุ้นออนไลน์ ที่ใช้ได้ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ การซื้อขายหุ้นทางอินเทอร์เน็ต ยังมีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย หรือ ค่านายหน้า ที่ต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ต่ำกว่าการซื้อขาย ผ่านผู้แนะนำการลงทุน (ค่าธรรมเนียม การซื้อขาย 0.25% ของมูลค่าการซื้อขาย)
ค่าธรรมเนียมการซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตจะเก็บเป็นแบบขั้นบันได ในอัตราตั้งแต่ 0.15 - 0.20% ของมูลค่าซื้อขาย แต่โบรกเกอร์จะกำหนดเป็นจำนวนเงินขั้นต่ำต่อวันเอาไว้ ด้วย เช่น กำหนดขั้นต่ำไว้วันละ 50 บาท (โบรกเกอร์บางแห่งอาจจะกำหนดไว้ 100 บาท)
แต่ทุกครั้งที่เราซื้อ และ ขายหุ้น ควรจะจดบันทึกรายการซื้อขายเก็บไว้ทุกครั้ง ว่า เราซื้อมาราคาเท่าไร จำนวนกี่หุ้น คิดเป็นมูลค่าเท่าไร และจ่ายค่านายหน้าไปกี่บาท ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่า ต้นทุนที่แท้จริงเป็นเท่าไร และเมื่อตัดสินใจขายก็ต้องบันทึกไว้เช่นกัน และเราจะรู้ว่า เรากำไรหรือขาดทุนเป็นเงินเท่าไร ทั้งยังนำมาใช้ในการวิเคราะห์และติดตามการลงทุนได้อีกด้วย (เหมือนกับการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย)
แต่ “คนทันสมัย” อย่างเรา อาจจะไม่ชอบการจดบันทึกลงในกระดาษ ก็สามารถเข้าไปบันทึกรายการซื้อขายหุ้นผ่านบริการ “พอร์ตลงทุนจำลอง” ได้ใน www.settrade.com ซึ่งยังสามารถดูสัดส่วนการลงทุน และติดตามสถานะการลงทุน เพื่อเปรียบเทียบกับราคาตลาดได้ด้วย

6. ติดตามผลการลงทุน

ถ้าจำได้ “แผนธุรกิจที่ดี” จะต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ เพราะเมื่อเวลา ผ่านไปกิจการบางอย่างที่เราคิดว่า “สุดยอด” อาจจะไม่ได้มีอนาคตที่ดีอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ก็อาจจะต้องถึงเวลาปรับแผนกันใหม่
การลงทุนในหุ้นก็เช่นเดียวกัน เพราะเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไปอาจจะมี ผลกระทบในทางลบต่อตัวบริษัท หรือราคาหุ้นอาจจะวิ่งแรงเกินความเป็นจริง จนทำให้ กลายเป็นหุ้นที่ราคาแพงเกินไป
ดังนั้น หลังจากที่เราซื้อหุ้นไปแล้วจะต้อง “ติดตามผล” อย่างสม่ำเสมอ โดยหมั่น ตรวจสอบสถานะการลงทุนว่า ยังคงเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ แต่คงไม่ใช่ ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกันแบบรายวัน เพราะเราไม่ใช่ “นักเก็งกำไร” และ เป้าหมายการลงทุนของเราเป็นการลงทุนระยะยาว
ถ้าพบว่า อะไรๆ เริ่มไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็ต้อง “ปรับพอร์ตการลงทุน” ซึ่งหาก ภาพรวมทางเศรษฐกิจไม่เปลี่ยน เราก็อาจจะเปลี่ยนแค่ตัวบริษัท แต่ถ้าภาพรวมเศรษฐกิจ เปลี่ยนไปจนทำให้อุตสาหกรรมที่เราลงทุนอยู่ได้รับผลกระทบ ก็อาจจะต้องกลับไปเริ่ม ขั้นตอนการวิเคราะห์ตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และบริษัทกันอีกครั้ง
เพียงเท่านี้ เราก็มีโอกาสเป็น “เจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จ” โดยไม่ต้อง ออกแรง (มากนัก)
เครดิต http://www.novabizz.net/investment-105.html